Rabbit Care Logo
ใช้ใจแคร์ ดูแลครบ
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ในการเก็บข้อมูลเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการใช้งาน และเพื่อเก็บข้อมูลสถิติ ท่านสามารถศึกษารายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่ นโยบายคุกกี้

🎵 รับฟรีก่อนใคร! หูฟัง Marshall Minor IV และ Rabbit Voucher มูลค่ารวม 10,990 บาท แค่สมัครบัตรฯ UOB ผ่าน Rabbit Care คลิก! 💳

รถยนต์ตามแบรนด์

รถยนต์ไฟฟ้ามาแรง

รถไฟฟ้า ORA Good Cat สีเขียว Green

ORA GOOD CAT

เริ่มต้น: 763,000 บาท

 รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กบีวายดี ดอลฟิน

BYD Dolphin

เริ่มต้น: 799,000 บาท

รถยนต์ไฟฟ้า Toyota bZ4X สีดำ

Toyota bZ4X

เริ่มต้น: 1,836,000 บาท

รถยนต์ไฟฟ้า nissan leaf สีขาว

Nissan Leaf

เริ่มต้น: 1,990,000 บาท

 Gray XC40 Recharge Pure Electric

Volvo XC40

เริ่มต้น: 2,090,000 บาท

มินิ คูเปอร์ COOPER SE สีดำ

MINI Cooper SE

เริ่มต้น: 2,459,000 บาท

Gray S60 Mild Hybrid Sedan Volvo

Volvo S60

เริ่มต้น: 2,640,000 บาท

วอลโว่ เอส90 สีดำ Volvo S90 Plug-in Hybrid

Volvo S90

เริ่มต้น: 3,290,000 บาท

Audi e-tron electric SUV car

Audi e-tron

เริ่มต้น: 5,499,000 บาท

Porsche Taycan สีเงิน

Porsche Taycan

เริ่มต้น: 6,450,000 บาท

รถยนต์ไฟฟ้า BMW series 7 สีเทา

BMW series 7

เริ่มต้น: 6,869,000 บาท

รถยนต์ราคาต่ำกว่าล้านบาท

Suzuki CELERIO สีน้ำเงินเข้ม

Suzuki Celerio

เริ่มต้น: 338,000 บาท

Suzuki Ciaz สีแดง

Suzuki Ciaz

เริ่มต้น: 528,000 บาท

nissan note นิสสัน โน๊ต สีแดง

Nissan Note

เริ่มต้น: 530,000 บาท

รถยนต์ไฟฟ้า Toyota Yaris สีเทา

Toyota Yaris

เริ่มต้น: 559,000 บาท

ซูซูกิ สวิ๊ฟ สีดำ

Suzuki Swift

เริ่มต้น: 567,000 บาท

รถยนต์ MG5 สีดำ

MG5

เริ่มต้น: 585,000 บาท

รถยนต์ Isuzu D-Max สีขาว

Isuzu D-Max

เริ่มต้น: 659,000 บาท

รถยนต์ MG ZS สีแดง

MG ZS

เริ่มต้น: 689,000 บาท

รถยนต์ Toyota_Revo

Toyota Revo

เริ่มต้น: 740,000 บาท

รถไฟฟ้า Nissan Kicks e-Power

Nissan Kicks e-Power

เริ่มต้น: 759,000 บาท

รถไฟฟ้า ORA Good Cat สีเขียว Green

ORA GOOD CAT

เริ่มต้น: 763,000 บาท

Mazda CX-3 มาสด้า ซีเอ็กซ์-3

Mazda CX

เริ่มต้น: 769,000 บาท

รถกระบะ Nissan Navara

Nissan Navara

เริ่มต้น: 769,000 บาท

รถยนต์ Suzuki Ertiga

Suzuki Ertiga

เริ่มต้น: 783,000 บาท

รถยนต์ไฟฟ้า toyota veloz

Toyota Veloz

เริ่มต้น: 795,000 บาท

Mitsubishi Xpander HEV 7-seat SUV black

Mitsubishi Xpander

เริ่มต้น: 799,000 บาท

Suzuki XL7 Crossover MPV สีส้ม

Suzuki XL7

เริ่มต้น: 814,000 บาท

Nissan Sylphy Compact Car สีดำ

Nissan Sylphy

เริ่มต้น: 833,000 บาท

NISSAN JUKE รถ SUV สีดำ

Nissan Juke

เริ่มต้น: 837,000 บาท

Honda BR-V สีดำ

Honda BRV

เริ่มต้น: 915,000 บาท

MG HS PHEV รถ SUV

MG HS

เริ่มต้น: 939,000 บาท

รถยนต์ Mazda RX-7

Mazda RX-7

เริ่มต้น: 959,000 บาท

รถโตโยต้า Toyota C-HR

Toyota C-HR

เริ่มต้น: 979,000 บาท

Mazda3 Sedan รถเก๋ง ซีดาน

MAZDA 3

เริ่มต้น: 979,000 บาท

น่ารู้เกี่ยวกับรถยนต์

  • เรื่องรถยนต์

  • รอบรู้เรื่องประกัน

ความคุ้มครองประกันภัยรถยนต์

พันธมิตรประกันภัยรถยนต์

logo วิริยะประกันภัย
logo กรุงเทพประกันภัย
logo ธนชาติ
logo roojai
logo โตเกียวมารีนประกันภัย
logo LMG

คำถามและข้อสงสัยที่พบบ่อย

หาซื้อประกันรถยนต์ตามยี่ห้อของรถ แบบไหนดีที่สุด?

ปัจจัยในการเปรียบเทียบและเลือกซื้อประกันรถยนต์ ของรถยนต์แต่ละยี่ห้อนั้นไม่มีความแตกต่าง เบื้องต้นคุณต้องพิจารณาความต้องการ และพฤติกรรมการขับขี่ของตัวคุณเองเสียก่อน แล้วเลือกประกันให้เหมาะสมกับตัวผู้ขับขี่ และประกันรถยนต์แต่ละชั้นก็มีข้อดีที่แตกต่างกันไปดังนี้

 

  • ประกันรถยนต์ชั้น 1 มีข้อดีที่ให้ความคุ้มครองรอบด้าน โดยเฉพาะการเคลมความเสียหายแบบไม่มีคู่กรณี แต่ก็แลกมาด้วยราคาเบี้ยประกันที่แพงกว่าชั้นอื่น เหมาะกับนักขับมือใหม่ รถใหม่ป้ายแดง และรถหรูราคาแพง
  • ประกันรถยนต์ชั้น 2 มีข้อดีที่ให้ความคุ้มครองเกือบเท่าประกันชั้น 1 ในราคาเบี้ยประกันที่ไม่แพงมากนัก อีกทั้งคุณยังสามารถเพิ่มเงินเป็นประกันรถยนต์ชั้น 2+ เพื่อเพิ่มความคุ้มครองค่าซ่อมรถคุณได้เช่นกัน ประกันชั้นนี้เหมาะกับนักขับผู้มีประสบการณ์และอยากประหยัดค่าเบี้ยประกัน
  • ประกันรถยนต์ชั้น 3  มีข้อดีคือประหยัดที่สุดแต่ก็คุ้มครองน้อยสุด คุณสามารถเพิ่มเงินเป็นประกันรถยนต์ชั้น 3+ เพื่อเพิ่มความคุ้มครองค่าซ่อมรถคุณได้เช่นกัน ประกันชั้นนี้เหมาะกับรถเก่า หรือรถที่ไม่ค่อยใช้งาน

เบี้ยประกันรถยนต์แต่ละยี่ห้อ ลดได้อย่างไร?

การลดเบี้ยประกันรถยนต์ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับยี่ห้อของรถยนต์ของท่าน และแม้ว่าราคาค่าเบี้ยจะขึ้นอยู่กับความคุ้มครองของประกันแต่ละชั้น แต่คุณยังมีช่องทางที่จะช่วยลดค่าเบี้ยประกันได้มากขึ้นกว่าเดิม ดังนี้ 
 

  1. เลือกแผนประกันที่ซ่อมอู่แทนซ่อมศูนย์ เนื่องจากซ่อมศูนย์มีค่าซ่อมและค่าบริการแพงกว่า
  2. ติดตั้งกล้องหน้ารถยนต์ ซึ่งทาง คปภ. ได้กำหนดไว้ว่ารถคันไหนมีกล้องหน้าจะได้ส่วนลดเบี้ย 5-10 % เลยทีเดียว
  3. ระบุชื่อและอายุของผู้ขับขี่ ซึ่งจะลดค่าเบี้ยได้มากถึง 5-20 %
  4. เลือกประกันที่ต้องจ่ายค่าความเสียหายส่วนแรก
  5. ถ้าคุณมีประวัติการขับขี่ดี ไม่มีเคลมในรอบปีที่ผ่านมา ทางบริษัทก็จะลดค่าเบี้ยประกันให้
  6. ลองหาโปรโมชั่นดีดีจากบริษัทประกันภัยชั้นนำ

รถยนต์ยี่ห้อไหนที่ประกันรถยนต์ไม่ให้ความคุ้มครอง?

ไม่ว่าคุณจะมีรถยนต์ยี่ห้ออะไร รุ่นอะไร อายุการใช้งานเท่าไหร่ก็สามารถซื้อประกันรถยนต์ได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะประกันรถยนต์แบบระบุรุ่น หรือไม่ระบุรุ่น

หลังจากที่ได้ทำประกันรถยนต์ไปแล้ว ไม่ว่าจะเลือกทำประกันชั้นไหน ๆ ก็ยังมีข้อยกเว้นบางกรณีที่ประกันรถยนต์ไม่ให้ความคุ้มครอง นั่นหมายความว่าคุณจะถูกปฏิเสธการเคลมจากบริษัทประกันภัย และไม่ได้รับเงินชดเชยใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งมีกรณีดังนี้

 

  1. ใช้รถยนต์คันนั้นกระทำผิดกฎหมาย อย่างเช่น ใช้รถในการขนส่งสิ่งของที่ผิดกฎหมาย ยาเสพติด หรือใช้รถเป็นพาหนะในการปล้น เป็นต้น
  2. หากใช้รถยนต์นอกราชอาณาจักรไทยแล้วเกิดอุบัติเหตุ จะถูกยกเว้นความคุ้มครองจากบริษัทประกัน
  3. ใช้รถแข่งขันทำความเร็ว
  4. นำรถไปลากจูงรถคันอื่นจนเกิดความเสียหาย
  5. ผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 %
  6. รถยนต์เสียหายจากภาวะสงคราม
  7. ใช้งานรถยนต์ผิดประเภท เช่น นำรถส่วนบุคคลไปขับในเชิงพาณิชย์

ซื้อรถยนต์คันแรกต้องทำอย่างไรบ้าง?

การซื้อรถยนต์เป็นการตัดสินใจที่สำคัญและต้องใช้เงินลงทุนสูง ดังนั้นควรทราบข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับรถยนต์ก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อ นี่คือบางเรื่องที่คุณควรรู้:

 

  1. ความต้องการของคุณ: กำหนดให้ชัดเจนว่าคุณต้องการรถยนต์ประเภทใด เช่น รถเก๋ง รถอเนกประสงค์ หรือรถกระบะ คุณต้องการรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่หรือเล็ก และกำหนดงบประมาณที่คุณสามารถจับต้องได้
  2. เข้าใจพฤติกรรมการใช้งานของตัวเอง: พิจารณาว่าคุณต้องการรถยนต์สำหรับใช้ในการเดินทางทางไกลหรือในเมือง คุณจำเป็นต้องการรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันหรือรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการเร่งเครื่องสูง
  3. การศึกษาและดูรีวิว: ค้นคว้าและศึกษาเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นที่คุณสนใจ อ่านรีวิวจากผู้ใช้และผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิภาพของรถยนต์
  4. การทดลองขับ: หากเป็นไปได้ ต้องไปลองจับและเห็นรถยนต์จริงๆ แล้วทดลองขับรถยนต์ที่คุณสนใจเพื่อทดสอบประสบการณ์ขับขี่ ความสบาย และความสนุกสนานกับรถยนต์รุ่นที่คุณสนใจ
  5. การเปรียบเทียบราคา: เปรียบเทียบราคาของรถยนต์ในตลาด เปรียบเทียบความคุ้มค่าของราคากับคุณสมบัติและคุณภาพของรถยนต์
  6. การบริการหลังการขาย: ตรวจสอบบริการหลังการขายที่รับประกันจากผู้ผลิต รวมถึงการบำรุงรักษาและการซ่อมบำรุงรถยนต์ในอนาคต
  7. การตรวจสอบเอกสาร: ก่อนที่จะซื้อรถยนต์ ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น เอกสารการถือครองประกันรถยนต์ และการจดทะเบียนรถยนต์

 

การซื้อรถยนต์เป็นกระบวนการที่สำคัญ ควรใช้เวลาในการศึกษาและคิดให้รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูลที่รอบคอบและข้อมูลที่อัพเดตล่าสุด เพื่อให้คุณสามารถเลือกรถยนต์ที่ตรงกับความต้องการและความสะดวกสบายของคุณได้อย่างมั่นใจ

รถยนต์มีกี่ประเภท?

รถยนต์มีหลายประเภทตามการใช้งานและลักษณะต่างๆ ดังนี้:

 

  1. รถเก๋ง Sedan: เป็นรถยนต์ที่มีลักษณะกะทัดรัด มีที่นั่งสำหรับผู้โดยสาร และพื้นที่ห้องโดยสารแยกออกจากที่สำหรับบรรทุกสิ่งของ
  2. รถ Hatchback: เป็นรถยนต์ที่มีลักษณะคล้ายกับเก๋ง แต่มีตัวถังท้ายเปิดขึ้นมา เพื่อให้สะดวกในการโหลดและยกของ
  3. รถกระบะ: เป็นรถยนต์ที่มีพื้นที่โดยสารด้านหน้าและพื้นที่หลังที่เปิดโล่ง เหมาะสำหรับการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าหรือการใช้งานที่ต้องใช้พื้นที่
  4. รถ SUV: เป็นรถยนต์ที่มีส่วนสูงและขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับการขับขี่ในเส้นทางที่ยากลำบากหรือสภาพถนนที่ไม่เสถียร
  5. รถตู้ Minivan: เป็นรถยนต์ที่มีพื้นที่โดยสารขนาดใหญ่ มีที่นั่งสำหรับผู้โดยสารมากพอที่จะรองรับครอบครัวหรือกลุ่มผู้โดยสารมาก
  6. รถพลังงานไฟฟ้า: เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานจากการชาร์จแบตเตอรี่ มีการใช้งานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  7. รถสปอร์ต: เป็นรถยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อให้ความสนุกและความเร็ว มีลักษณะดีไซน์ที่เรียบหรูและพลังงานที่สูง
  8. รถคอมแพ็ค: เป็นรถยนต์ขนาดเล็กที่มีการออกแบบให้มีขนาดกะทัดรัดและประหยัดน้ำมัน

 

นอกจากนี้ยังมีประเภทอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งมีการผสมผสานและการออกแบบที่หลากหลาย เช่น รถครอสโอเวอร์ (Crossover), รถสปอร์ตครอสโอเวอร์ (Sport Crossover), และอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติและความสามารถที่แตกต่างกันไป

รถยนต์รุ่นไหนเหมาะกับขับขี่ในเมือง และรถยนต์รุ่นไหนเหมาะเดินทางทางไกล?

ตัวอย่างรถยนต์ที่เหมาะสำหรับการใช้งานในเมืองคือรถยนต์รุ่นที่มีขนาดกะทัดรัดและความคล่องตัว เพื่อความสะดวกในการจอดและเคลื่อนที่ในที่แคบ นี่คือตัวอย่างรถยนต์ที่เหมาะสำหรับใช้ในเมือง:

 

  1. Toyota Yaris: เป็นรถยนต์ Hatchback ที่มีความคล่องตัว ใช้พื้นที่จอดได้ง่าย และมีความประหยัดน้ำมัน
  2. Honda Jazz: เป็นรถยนต์ Hatchback ที่มีพื้นที่ในรถที่หลากหลายและมีระบบนำทางที่คล่องตัว
  3. Mazda 2: เป็นรถยนต์ Hatchback ยอดนิยมที่มีความสะดวกสบายในการขับขี่และมีรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวสูง
  4. Ford Fiesta: เป็นรถยนต์ Hatchback ที่มีการออกแบบสปอร์ตและความสนุกสนานในการขับขี่

 

ส่วนตัวอย่างรถยนต์ที่เหมาะสำหรับการเดินทางทางไกลมีความสบายและมีความพร้อมที่จะเจริญรุ่งเรืองในเส้นทางทางไกล นี่คือตัวอย่างรถยนต์ที่เหมาะสำหรับใช้ในการเดินทางทางไกล:

 

  1. Toyota Camry: เป็นรถยนต์ขนาดกลางที่มีความสะดวกสบายและความพร้อมในการเดินทางทางไกล พร้อมกับระบบเครื่องยนต์ที่ประหยัดเชื้อเพลิง
  2. Honda Accord: เป็นรถยนต์ซีดานกลุ่มดีเซกเมนท์ ตระกูลเดียวกับ Camry ที่มีความสะดวกสบายและมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย
  3. BMW 5 Series:  เป็นรถยนต์ขนาดกลาง ที่เป็นรถไฟฟ้า100% มาครบทั้งเครื่องยนต์เบนซิน / ดีเซล / Plug-in Hybrid เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพสูงและระบบสมดุลในการขับขี่ทางไกล
  4. Mercedes-Benz E-Class: เป็นรถยนต์พรีเมียมซีดานขนาดกลาง ที่มีความหรูหราและสะดวกสบายในการเดินทางทางไกล
  5. Audi A6: เป็นรถยนต์พรีเมียมซีดานขนาดกลาง ที่มีการออกแบบสปอร์ตและสบายในการเดินทางทางไกล

 

อย่างไรก็ตามควรจำไว้ว่าการเลือกรถยนต์ขึ้นอยู่กับความต้องการและการใช้งานของแต่ละบุคคล ควรพิจารณาว่าคุณต้องการรถยนต์ที่มีคุณสมบัติแบบใด และความเหมาะสมกับงบประมาณของคุณ

การเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV)?

การเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นการตัดสินใจที่สำคัญและควรพิจารณาด้วยความรอบคอบ เพื่อให้ได้รถยนต์ที่ตรงกับความต้องการและสอดคล้องกับสไตล์การใช้งานของคุณ ดังนั้นนี่คือขั้นตอนในการเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV):

 

  1. กำหนดงบประมาณ: กำหนดวงเงินที่คุณสามารถใช้ได้ในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงราคาซื้อและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษารถยนต์ เช่น การชาร์จแบตเตอรี่และบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  2. ความพร้อมของสถานีชาร์จไฟฟ้า: ตรวจสอบความพร้อมที่เอื้อต่อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ของคุณ เช่น สถานีชาร์จไฟฟ้าที่ใกล้เคียงและความสามารถในการชาร์จที่บ้านหรือที่ทำงานของคุณ
  3. ระยะเดินทาง: พิจารณาระยะเดินทางที่คุณจะใช้ในการขับขี่ในชีวิตประจำวัน และตรวจสอบความสามารถของแบตเตอรี่ในการดำเนินงานในระยะทางที่คุณต้องการ
  4. พื้นที่ใช้สอยบนรถยนต์: พิจารณาปริมาณผู้โดยสารและพื้นที่สำหรับบรรทุกที่คุณต้องการในรถยนต์ เลือกรถยนต์ที่มีขนาดและความจุเพียงพอตามความต้องการของคุณ
  5. คุณสมบัติเสริม: พิจารณาคุณสมบัติเสริมที่คุณต้องการในรถยนต์ เช่น ระบบเสียงที่ดี ระบบนำทาง และความปลอดภัยเพิ่มเติม เพื่อให้ได้รถยนต์ที่ตรงกับความต้องการของคุณ
  6. การรับประกันและการซ่อมบำรุงรักษา: ตรวจสอบเงื่อนไขของการรับประกันรถยนต์และบริการซ่อมบำรุงรักษาที่มีอยู่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า และตรวจสอบที่บริการหรือศูนย์ซ่อมบำรุงใกล้บ้านของคุณ
  7. ทดลองขับ: ทดลองขับรถยนต์ไฟฟ้าที่คุณสนใจเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของรถ การขับขี่ และความสบายส่วนตัว
  8. ศึกษารีวิว: อ่านรีวิวและคำวิจารณ์จากผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่มีอยู่ เพื่อเข้าใจข้อดีและข้อเสียของรถยนต์ที่คุณสนใจ
  9. ค่าใช้จ่ายในระยะยาว: พิจารณาค่าใช้จ่ายในระยะยาว เช่น ค่าบำรุงรักษารถยนต์และค่าใช้จ่ายในการแทนที่แบตเตอรี่

 

การเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) นั้นควรพิจารณาด้วยความรอบคอบ และการออกแบบสถานีชาร์จไฟฟ้า สำหรับแต่ละบุคคลอาจมีความต้องการและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป ดังนั้นควรทำการศึกษาข้อมูลอย่างเพียงพอก่อนที่จะตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า

ข้อดี ข้อเสีย ระหว่างรถยนต์เบนซิน และรถยนต์ไฟฟ้า?

รถยนต์เบนซิน (Gasoline/Diesel Car) ข้อดี:

 

  • สถานีเติมเชื้อเพลิงมีจำนวนมากและสะดวก สามารถเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
  • ในบางแบรนด์ราคาซื้อรถยนต์เบนซินจะถูกกว่ารถยนต์ไฟฟ้า
  • สามารถเดินทางไกลได้หลายร้อยกิโลเมตรก่อนที่จะต้องเติมเชื้อเพลิงใหม่อีกครั้ง
  • มีศูนย์บริการมากกว่ารถยนต์ไฟฟ้าในบางพื้นที่

 

รถยนต์เบนซิน (Gasoline/Diesel Car) ข้อเสีย:

 

  • ค่าใช้จ่ายในการเติมเชื้อเพลิงในระยะยาว รวมกันแล้วอาจสูงกว่าการชาร์ทไฟฟ้า
  • มีการปล่อยมลพิษที่อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพอากาศ
  • ค่าบำรุงรักษารถยนต์เบนซินอาจสูงกว่ารถยนต์ไฟฟ้า เช่น ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
     

รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle - EV) ข้อดี:

 

  • การประหยัดพลังงาน และมีการปล่อยส่งมลพิษที่น้อยกว่ารถยนต์เบนซิน
  • ค่าใช้จ่ายในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าน้อยกว่าค่าใช้จ่ายในการใช้งานรถยนต์เบนซิน
  • เสียงที่น้อยกว่ารถยนต์เบนซิน ซึ่งทำให้การขับขี่เงียบสงบและสบายกว่า
  • ความสะดวก เนื่องจากสามารถติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าไว้ที่บ้าน และตามห้างสรรพสินค้าก็มีสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะให้บริการ

 

รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle - EV) ข้อเสีย:

 

  • ระยะเดินทางที่ค่อนข้างจำกัดตามขนาดของแบตเตอรี่
  • ในบางแบรนด์ราคาซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสูงกว่ารถยนต์เบนซิน
  • สถานีชาร์จไฟฟ้าที่ไม่ครอบคลุมทั่วไป อาจทำให้การชาร์จเชื้อเพลิงอาจมีความล่าช้า
  • ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้าสูง เนื่องจากจำเป็นต้องเข้าใช้บริการที่ศูนย์บริการที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น
     

ข้อดีและข้อเสียของรถยนต์ทั้งสองประเภทนี้อาจแตกต่างกันไปตามความต้องการและของแต่ละบุคคล คุณควรพิจารณาความต้องการของคุณและทำการวิเคราะห์เพื่อให้ได้รถยนต์ที่เหมาะสมกับคุณสมบัติที่คุณต้องการ

ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของเรา