ประกันชีวิตลดหย่อนภาษี

ภาษีสีชมพู : เพราะเป็นผู้หญิง จึงต้องจ่ายแพงกว่า…งั้นหรอ?

ผู้เขียน : V.yada
Published August 03, 2018
ภาษีสีชมพู

สาวๆเคยรู้ตัวกันมั้ยคะ ว่าตัวเองต้องจ่ายเงินซื้อของใช้ส่วนตัวแพงกว่าคุณผู้ชาย ถามว่ามากกว่าแค่ไหนหรอค่ะ ก็มากกว่าแค่ประมาณ  1,351 ดอลลาร์ หรือ ประมาณ 45,000 บาทต่อปีเท่านั้นเอง โอ้พระเจ้า!!! เงินหายไปแบบไม่รู้ตัวเลยนะเนี่ย แล้วทำไมผู้หญิงอย่างเราจึงต้องเสียเงินอะไรมากมายขนาดนี้ Rabbit Care จะพาคุณไปหาคำตอบกันค่ะ

เพียงเพราะมัน “เป็นสีชมพูหวานแหวว” เลยต้องราคาแพงกว่า?

 

Pink Tax หรือที่เรียกกันว่า "ภาษีสีชมพู" เป็นการเปรียบเปรยถึง สินค้าต่างๆ ที่ผู้หญิงต้องจ่ายเงินซื้อด้วยจำนวนเงินที่มากกว่าสินค้าของผู้ชาย หรือแม้แต่การจ่ายเงินให้กับบริการประเภทเดียวกัน

 

ไม่เพียงแต่ผู้หญิงจะมีรายได้น้อยกว่าผู้ชายเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าเราก็ต้องใช้เงินมากกว่าในการใช้ชีวิตด้วยเช่นกัน ซึ่งมันก็ส่งผลให้เรามี เงินเก็บ น้อยกว่าผู้ชายด้วย โดย The New York City Department of Consumer Affairs ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับ ภาษีสีชมพู เมื่อปี 2015 โดยการเปรียบเทียบราคาสินค้าต่างๆ กว่า 800 ชนิด และพบว่า ผู้ชายและผู้หญิง จ่ายเงินซื้อสินค้าในราคาต่างกันจริง ถึงแม้จะเป็นสินค้านั้นจะเป็นสินค้าประเภทเดียวกันก็ตาม โดยแบ่งได้เป็น

 

  • ของเล่นและเครื่องประดับ ผู้หญิงต้องจ่ายมากกว่าผู้ชาย 7%
  • เสื้อผ้าเด็ก ผู้หญิงต้องจ่ายมากกว่าผู้ชาย 4%
  • เสื้อผ้าผู้ใหญ่ ผู้หญิงต้องจ่ายมากกว่าผู้ชาย 8%
  • ของใช้ส่วนตัว เช่น แชมพู สบู่ น้ำยาดับกลิ่นกาย ผู้หญิงต้องจ่ายมากกว่าผู้ชาย 13%
  • ประกันสุขภาพผู้สูงอายุ ผู้หญิงต้องจ่ายมากกว่าผู้ชาย 8%

 

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นบทพิสูจน์ได้ว่าภาษีสีชมพูเป็นเรื่องจริง คือเรื่องของ ภาษีผ้าอนามัย ซึ่งหลายประเทศยังถือว่ามันเป็น “สินค้าฟุ่มเฟือย” และ เรียกเก็บภาษีในราคาแพงหูฉีก ทั้งที่ ประจำเดือนมันไม่ใช่สิ่งที่ผู้หญิงจะเลือกเป็นหรือไม่เป็นตอนไหนก็ได้ตามใจชอบซะหน่อย

ภาษีสีชมพู 2

ทำไมต้องเก็บภาษีผ้าอนามัย ?

หากให้อ้างอิงมาตั้งแต่สมัยอดีตแล้ว  เมื่อนับระยะรวมวันเวลาที่ผู้หญิงมีประจำเดือนทั้งชีวิต เฉลี่ยแล้วจะยาวนาน ต่อเนื่องกันทั้งหมดประมาณ 2,535 วัน ตีคร่าวๆ ได้เป็น ประมาณนานถึง 7 ปี เลยทีเดียว!

และจากการสำรวจ จะพบว่า ราคาที่ต้องจ่ายกับผ้าอนามัย 1 ห่อ นั้น เฉลี่ยประมาณ 40-60 บาท ในกรณีแบบสอดประมาณ 80 บาท

ซึ่งการใช้งานผ้าอนามัยนั้น จะขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน และผ้าอนามัย ควรเปลี่ยนทุก 2-3 ชั่วโมง เพื่อสุขอนามัยที่ดี เฉลี่ยใช้วันละ 7 แผ่น หากเมนส์มาประมาณ 4-7 วัน แล้วแต่คน เฉลี่ยแล้วเมนส์มา 1 ครั้งใช้ผ้าอนามัยประมาณ 30 กว่าแผ่น

เฉลี่ยแล้ว ผู้หญิงต้องใช้เงินประมาณ 400 บาท/เดือน เพื่อใช้จ่ายในเรื่องผ้าอนามัย แต่ในหลายๆ ประเทศ กลับมองว่า ผ้าอนามัย ถือเป็น “สิทธิพิเศษ” ไม่ใช่สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ทำให้มันมีราคาแพงเกินกว่าที่ผู้หญิงกว่าครึ่งนึงไม่สามารถเอื้อมถึงมันได้ อย่างที่ควรจะเป็นค่ะ

 

หลายประเทศ เริ่มประกาศยกเลิกภาษีผ้าอนามัย

เมื่อวันที่ 22 กรกฏาคม 2018 ที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากว่า  ประเทศอินเดียได้ประกาศยกเลิกการเก็บ ภาษีผ้าอนามัย 12% ไปแล้ว หลังจากที่รัฐบาลประกาศขึ้นภาษีเมื่อปี 2017

หรืออย่าง กรณีที่ สกอตแลนด์ ใน ปี 2018 ที่เป็นชาติแรกในโลก ที่เริ่มให้บริการผ้าอนามัยฟรีตามโรงเรียน, วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยต่างๆ 

ในขณะที่ ออสเตรเลีย เอง ก็มีมติยกเลิกเก็บภาษีผ้าอนามัยทั่วประเทศ โดยกำลังจะมีผลในปีใหม่นี้ รวมถึง อังกฤษ มาเลเซีย ต่างก็ยกเลิกภาษีผ้าอนามัยแล้วเช่นกัน

 

ซึ่งก่อนที่จะยกเลิกภาษีผ้าอนามัยนั้น มีนักเคลื่อนไหวออกมาเปิดเผยว่า ผู้หญิงอินเดียถึง 4 ใน 5 ไม่สามารถเข้าถึงผ้าอนามัยได้ เนื่องจากมันแพงเกินไป และต้องใช้เศษผ้าหรือหนังสือพิมพ์แทน ซึ่งมันทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้นด้วย

 

[caption id="attachment_32539" align="aligncenter" width="800"]ภาษีสีชมพู 3 (Cr.) www.millenniumpost.in[/caption]

ส่วนผลสำรวจโดย Plan International เมื่อปี 2017 เอง ก็พบว่า เด็กสาว 10% ในอังกฤษไม่มีเงินซื้อผ้าอนามัยใช้อย่างเพียงพอในช่วงที่มีประจำเดือน ขณะที่นักเคลื่อนไหวระบุว่า มีเด็กหญิงจำนวนไม่น้อยที่ต้องยอมหยุดเรียนในช่วงนั้นของเดือนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ส่วนในไทยนั้น ผ้าอนามัยถูกขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าควบคุมมาตั้งแต่ปี 2551 มีการจัดเก็บภาษีในอัตรา 7%  ส่วนผ้าอนามัยที่จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยคือ ผ้าอนามัยแบบสอดและผ้าอนามัยที่นำเข้าจากต่างประเทศ

จะเห็นได้ว่า ในหลายประเทศ ยังมองว่า ผ้าอนามัยเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย และถูกเก็บภาษีในราคาแพง แม้ตัวเลข 5 %  - 7 % จะดูน้อย แต่เมื่อรวมแล้ว ในปี 2017 ทางอออสเตเลียเอง เคยคำนวนออกมาว่า เสียภาษีทางอ้อมเหล่านี้มากถึง ราวๆ ปีละ 30 ล้านเหรียญ

ในขณะที่ ถุงยางอนามัย หรือเจลหล่อลื่นของผู้ชาย กลับไม่เจอปัญหาเหล่านี้ หลายอย่างไม่จำเป้นต้องเสียภาษีแพงๆ เหมือนกับผ้าอนามัย

เพียงเพราะเราเป็นผู้หญิงจริงๆหรอ เราถีงต้องจำใจ จ่ายเงินแพงกว่า แล้วทำไมผู้ชายไม่เห็นต้องจ่ายเลย ความเท่าเทียมมันอยู่ตรงไหน แล้วมีเหตุผลแค่นี้จริงๆใช่มั้ย? แค่เพราะเราเป็นผู้หญิง งั้นหรอ?

 

ภาษีสีชมพู 5

 

ทำไมสินค้าสำหรับผู้หญิงถึงแพงกว่าผู้ชาย?

ถึงแม้ผู้ผลิตส่วนใหญ่จะออกมาปฏิเสธว่าภาษีสีชมพูไม่ใช่เรื่องจริง แต่สินค้าบางอย่างก็มีราคาแพงกว่า เพียงเพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อผู้หญิง หรือเพียงเพราะมันมีสีชมพูเท่านั้น แล้วมันมีเหตุผลอะไร ที่สุภาพสตรีอย่างเราต้องควักเงินออกจากกระเป๋ามากกว่าเหล่าสุภาพบุรุษ

 

1.เพราะผู้หญิงติดยี่ห้อมากกว่าผู้ชาย

ผู้หญิงมันจะถูกมองว่ามี Brand-loyalty มากกว่าผู้ชาย ดังนั้นผู้ผลิตต่างๆ จึงใช้เวลามากกว่าในการคิดผลิตภัณฑ์หรือทำการตลาดเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้หญิง และถ้าเป็น ในส่วนของ Personal Care Product ผู้หญิงก็มีแนวโน้มจะใช้เงินในส่วนนี้มากกว่าผู้ชายด้วยค่ะ

 

2.ของใช้ผู้หญิงและผู้ชาย “ไม่เหมือนกัน” ?

ถึงแม้เราจะบอกว่า สบู่ยังไงก็คือสบู่ แต่สำหรับผู้หญิงอย่างเรา เอาเข้าจริงๆมันก็มีความแตกต่างกันระหว่าง สบู่ธรรมดากับสบู่กลิ่นลาเวนเดอร์ อยู่ดีถูกมั้ยคะ และผู้หญิงก็จะยินดีที่จ่ายเงินแพงกว่า เพื่อสร้างความสบายใจให้กับตนเองและทำให้ตัวเองรู้สึกดีกว่านั่นเอง

 

3.เพราะสินค้าผู้หญิงมีความหรูหรากว่า ?

หลายแห่งมีความเชื่อว่า สินค้าของผู้หญิงนั้น ต้องสวยงาม และหรูหรากว่า หรือมีขั้นตอนที่เยอะกว่า เช่น เสื้อผ้าของผู้หญิ ทำให้หลายๆ อย่าง กลายเป็น มีต้นทุนสูงกว่า นั่นเอง หรือ อย่างการไปร้านตัดผม ผู้หญิงที่มีผมยาวกว่าและจัดทรงยากกว่า ก็ย่อมต้องมีค่าตัดผมที่แพงกว่าผู้ชายที่ยุ่งยากน้อยกว่าด้วย

จากทั้ง 3 ข้อ มันก็ดูมีเหตุผลนะคะที่ของผู้หญิงจะมีราคามากกว่า แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง สาเหตุที่เราต้องซื้อ "ของผู้หญิง" โดยเฉพาะเนี่ย  ก็เพราะเราเพียงแค่ต้องการเติมเต็มบทบาทของการเป็น "เพศหญิง" ที่สังคมกำหนดไว้ให้เท่านั้น

 

ซึ่งบางครั้งมันก็เป็นแค่ ค่านิยม ปลอมๆ ที่เกิดจากการปลูกฝังแบบลวงๆ มานานนับหลายร้อยปี ว่าเป็นผู้หญิงต้องรักสวยรักงาม  ต้องสวยตามที่สังคมคาดหวัง ซึ่งมันก็ไม่ได้จริง และเราก็ไม่ได้จำเป็นต้องทำตามที่คนอื่นบอกเสมอไปหรอกค่ะ

 

แต่ก็นั่นแหละค่ะ สาวๆ อย่างเราก็ ยอมเสียเงิน เพื่อซื้อของที่มีกลิ่นหอมกว่า แพคเกจจิ้งน่ารักกว่า หรือเพราะ มันเป็นสีชมพู เพื่อสร้างความสบายใจให้กับตัวเองจริง แต่สำหรับของใช้บางอย่างที่มันแทนกันได้ เราก็อาจจะไม่ต้องเสียเงินในส่วนนี้ไปก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ซื้ออย่างเราจะเลือกแบบไหนค่ะ

ภาษีสีชมพู 4

 

แล้วสถานการณ์ ภาษีสีชมพู ในประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้าง

 

เพื่อทำการพิสูจน์ว่า ภาษีสีชมพูในไทยนั้น มีหรือไม่มีอยู่จริง ผู้เขียนนำตัวเองเข้าไปเสี่ยงอันตรายโดยการ เดินช้อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้า แห่งหนึ่งมาค่ะ

โดยผู้เขียนได้ทำการทดลองเดินชมสินค้า Personal Care Product และ สินค้าฟุ่มเฟือยอื่นๆแบบสุ่ม 10 ชนิด แล้วนำสินค้าที่ทำการตลาดมา เพื่อผู้หญิง” (มีสีชมพูหรือระบุว่าสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ) มาเปรียบเทียบกับสินค้า “เพื่อผู้ชาย” (มีสีฟ้าหรือสีดำและระบุมาว่าสำหรับเพศชายโดยเฉพาะ) โดยจะเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ ที่มียี่ห้อเดียวกันและมีปริมาณหรือสูตรคล้ายคลึงกันเท่านั้น ซึ่งผลลัพธ์จากการไปลงพื้นที่ครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ไปดูพร้อมกันค่ะ

 

ภาษีสีชมพู 6

 

จากการสำรวจนี้ พบว่า มีสินค้า 4 ใน 10 อย่าง ที่ผู้หญิงต้องจ่ายเงินแพงกว่าของผู้ชาย ซึ่ง 2 ใน 4 นั่น เป็นสินค้าประเภทเครื่องแต่งกายค่ะ และอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนค้นพบ คือ จากทั้ง 10 อย่างนี้ มีสินค้า 6 อย่างที่มีการระบุแบบชัดเจนว่า เป็นสูตรสำหรับผู้ชาย หรือ FOR MEN ซึ่งสินค้า 3 ใน 6 ของกลุ่มตัวอย่างนี้ มีราคาถูกกว่าสูตรสำหรับผู้หญิงค่ะ

ถึงแม้ว่าตัวอย่างที่เราสุ่มมาจะมีราคาแตกต่างกัน แต่ไม่ใช่ทุกยี่ห้อจะเป็นแบบนี้เหมือนกันหมด ดังนั้นมันน่าจะขึ้นอยู่กับผู้ผลิตมากกว่า ว่าจะคิดราคาสินค้าเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าของผู้หญิงต้องแพงกว่าของผู้ชายเสมอไป

 

ทำให้พอจะสรุปได้คร่าวๆว่า ภาษีสีชมพูในประเทศไทยมีอยู่จริง แต่ไม่ได้อยู่ในอัตราที่น่าเป็นห่วง หรือมากเท่าในบางประเทศ

 

แน่นอนว่าทุกวันนี้ หลายคนเริ่มตระหนักมากขึ้น ทำให้ผู้ผลิตในต่างประเทศหลายคนเริ่ม ออกมาเรียกร้อง และยกเลิกการคิดราคาสินค้าสำหรับผู้หญิงในอัตราที่สูงกว่าของผู้ชายแล้ว ซึ่งก็คงต้องรอดูและศึกษากันต่อไปว่า ในวันข้างหน้ามันจะเป็นไปได้มั้ย ที่เราทุกคนจะสามารถซื้อของใช้ส่วนตัวได้ในราคาเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตาม

 

สำหรับผู้เขียน คิดว่า การจ่ายเงินเพิ่มเล็กน้อยเพื่อซื้อของที่ถูกใจกว่า ดูสวยมากกว่า ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรมากมายค่ะ แต่สำหรับใครที่อยากประหยัดเงิน เราก็แนะนำว่า ถ้าไม่อยากจะต้องมาจ่าย "ภาษีสีชมพู" ส่วนนี้เพิ่ม คุณอาจจะลองเปลี่ยนไปใช้ของบางอย่างที่เป็นสูตรผู้ชายดูก็ได้นะคะ

บทความประกันชีวิตลดหย่อนภาษี

Rabbit Care Blog Image 26917

ประกันชีวิตลดหย่อนภาษี

เรื่องของการ ลดหย่อนภาษี ที่มนุษย์เงินเดือนยังไม่เก็ท

เดี๋ยวนี้ อะไรๆ ก็ต้อง ลดหย่อนภาษี จึงจะน่าสนใจ เราจะได้เห็นเคล็ดลับเพื่อคนที่ต้องการลดหย่อนภาษีออกมาเป็นจำนวนมาก
IN-Wsible
18/11/2020
Rabbit Care Blog Image 61748

ประกันชีวิตลดหย่อนภาษี

น้องใหม่มาแรง! กองทุน SSF ตัวช่วยลดหย่อนภาษี 2563

ปีนี้จะเป็นปีแรกที่กองทุนรวมน้องใหม่อย่าง กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว หรือ Super Saving Fund (SSF) มาแทนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่สิ้นสุดไปเมื่อช่วงสิ้นปี 2562
ใบไม้ร่าเริง
27/08/2020