เตือนภัย! ใช้ยาแก้ปวดเกินขนาดส่งผลต่อร่ายกายอย่างไรบ้าง?

Nok Srihong
ผู้เขียน: Nok Srihong Published: มิถุนายน 21, 2022
Nok Srihong
Nok Srihong
จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาการจัดการการเงิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีประสบการณ์กว่า 6 ปี ในวงการฟินเทชและการเงินส่วนบุคคล โดยเฉพาะบัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และรีไฟแนนซ์ ผ่านการเขียนคอนเทนต์ให้ Rabbit Care และ Asia Direct (6+ ปี) เน้นรีวิวผลิตภัณฑ์ สิทธิประโยชน์บัตรเครดิต และกลยุทธ์บริหารหนี้ ก่อนหน้านี้ ทำงานในอุตสาหกรรม OTA ชั้นนำอย่าง Laterooms.com และ Expedia.com (12 ปี) ซึ่งเสริมทักษะการวางแผนทางการเงินต่อทริป และยังเชี่ยวชาญการเลือกประกันการเดินทางที่คุ้มค่าและคุ้มครองชีวิตตลอดทริปสำหรับนักเดินทาง
คะน้าใบเขียว
แก้ไขโดย: คะน้าใบเขียว Last edited: มิถุนายน 20, 2022
คะน้าใบเขียว
คะน้าใบเขียว
นักเขียนมืออาชีพด้านการเงิน ประกัน และสุขภาพ | Finance, Insurance & Health Content Expert จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาภาษาเพื่อการสร้างสรรค์สื่อ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีประสบการณ์มากกว่า 9 ปี ในการเขียนบทความด้านการเงิน ประกันชีวิต และประกันสุขภาพ โดยเริ่มต้นที่ Rabbit Finance จากนั้นย้ายมาทำงานที่ Rabbit Care และ Asia Direct เป็นนักเขียนที่รักการอ่าน และมีความหลงใหลในเนื้อหาด้านการบริหารเงิน สินเชื่อ บัตรเครดิต และประกัน ที่ผลิตผลงานเขียนด้วยความลึกซึ้ง การตรวจสอบข้อมูลที่รอบคอบ และเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผ่านประสบการณ์ในการแก้ไขและจัดการเนื้อหา (editorial experience) ทำให้บทความของผมน่าเชื่อถือ มีคุณค่าสำหรับผู้อ่าน และติด Google Search Results
painkiller side effects

ยาแก้ปวดเป็นยาสามัญที่ไม่ว่าใคร ๆ ก็มีติดไว้ประจำตัว หากมีอาการปวดหัว เป็นไข้ ปวดไมเกรน ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดประจำเดือน ต่างก็หันมาพึ่งยาแก้ปวดกันทั้งสิ้น แม้ว่ายาแก้ปวดจะช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ แต่คุณรู้หรือไม่ว่ายาแก้ปวดหากทานมาเกินไปก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน โดยบทความนี้เราจะมาเตือนภัยถึงโทษของยาแก้ปวดที่คุณอาจไม่รู้ เพื่อให้ใช้ยาแก้ปวดอย่างระมัดระวังและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ยาแก้ปวดมีกี่ประเภท

จากข้อมูลทางการแพทย์นั้นได้มีการแบ่งยาแก้ปวดออกเป็น 4 ประเภท ตามคุณสมบัติของยา ได้แก่

  • ยาแก้ปวดพาราเซตามอล 
  • ยาแก้ปวดเอ็นเส็ด NSAID 
  • ยาแก้ปวดกลุ่ม COX–2 Inhibitor 
  • ยาแก้ปวดชนิดเสพติด (มีฤิทธิ์กดประสาท)

แต่ที่เราคุ้นเคยและใช้งานเป็นยาสามัญประจำบ้านจะมีอยู่แค่สองประเภทแรกคือ ยาแก้ปวดพาราเซตามอลและยาแก้ปวดเอ็นเส็ดเท่านั้น ส่วนยาแก้ปวดกลุ่ม COX–2 Inhibitor และยาแก้ปวดชนิดเสพติด จะถูกควบคุมและใช้งานจากแพทย์อย่างใกล้ชิดและไม่สามารถหาได้ในท้องตลาด จึงไม่ขอกล่าวถึงในบทความนี้ แต่เราจะอธิบายคุณสมบัติเฉพาะยาแก้ปวดที่เราสามารถหาซื้อได้ทั่วไป

ยาแก้ปวดพาราเซตามอล

กลุ่มยาแก้ปวดพาราเซตามอล

เป็นกลุ่มยาแก้ปวดที่เราคุ้นเคยกันดีเพราะเป็นยาแก้ปวดที่มีฤิทธิ์เบาที่สุด สามารถซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปทำให้หลายบ้านซื้อติดไว้ทาน อีกทั้งยังเป็นยาแก้ปวดที่ใชแล้วปลอดภัยที่สุดอีกด้วย ช่วยลดอาการปวดและไข้ขึ้นสูงได้ ใช้ได้ดีทั้งผู้ป่วยเด็กและผู้ใหญ่ โดยทั่วไปแล้วยาแก้ปวดพาราเซตามอล 1 เม็ดจะมีปริมาณอยู่ที่ 500 มิลลิกรัม ทานครั้งละ 1 เม็ดสำหรับผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนัก 50 กิโลกรัมขึ้นไป ส่วนเด็กหรือผู้ที่มีน้ำหนักน้อยกว่านั้น ควรหาประเภทขนาด 350 มิลลิกรัมมาบริโภค ยี่ห้อยาแก้ปวดพาราเซตามอลที่วางขายในท้องตลาดก็ได้แก่ ไทลินอล, บาคามอล, ซาร่า, ทิฟฟี่ เป็นต้น

ผลเสียของการใช้ยาพาราเซตามอลมากเกินไป  

แม้ว่าพาราเซตามอลจะเป็นยาแก้ปวดที่อันตรายต่อร่างกายน้อยที่สุด แต่ก็ไม่ควรทานเกินวันละ 8 เม็ดหรือ 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน และทานให้ห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง หากใช้ยาเกินขนาดอาจำให้เกิดอาการสมองเสื่อมจากโรคตับได้ ร้ายแรงที่สุดก็อาจเสียชีวิตได้ถ้าไม่รับการรักษาให้ทันอย่างท่วงทีจึงไม่เหมาะสมกับผู้ที่เป็นโรคตับหรือดื่มสุราเป็นประจำ เนื่องจากเมื่อทานยาเช้าไปแล้วยาจะถูกขับออกทางตับและไตทำให้อวัยวะดังกล่าวทำงานหนัก

นอกจากนี้ตัวยาอาจส่งผลข้างเคียงทำให้เกิดการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร รวมถึงต้องสังเกตว่าผู้ป่วยนั้นมีอาการแพ้ยาพาราเซตามอลหรือไม่ เช่น อาการผื่นขึ้น หรือแน่นหน้าอก หลังรับประทานยา

ยาแก้ปวดไอบูโพรเฟน 

ยาแก้ปวดไอบูโพรเฟน 

จัดเป็นยาแก้ปวดในกลุ่มเอ็นเส็ด (Non-Steroidal Anti-inflammatory Drugs หรือ NSAIDs) ซึ่งเป็นยาแก้ปวดและบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เป็นยาอันตรายที่ออกฤิทธิ์แรงกว่ายาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอลจึงควรอยู่ในการควบคุมของแพทย์ ช่วยบรรเทาอาการปวดศรีษะ ปวดไมเกรน ลดไข้ ปวดกล้ามเนื้อ และปวดประจำเดือนได้เป็นอย่างดี เพราะจะไปลดการทำงานของสาร prostaglandins ที่เป็นสาเหตุของการปวด สำหรับผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 400 มิลลิกรัม ส่วนเด็กรับประทานตามน้ำหนักตัว 10 มิลลกรัมต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ควรทานหลังอาหารทันทีโดยเว้นเวลา 6-8 ชั่วโมง และไม่ควรทานเกินวันละ 2,400 มิลลกรัม

ผลเสียของการใช้ยาไอบูโพรเฟน มากเกินไป  

หากใช้มากไปจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับและไต เนื่องจากตัวยาจะส่งผลให้การไหลเวียนเลือดภายในตับและไตลดลง จนเกิดอาการตับวายและไตวายเฉียบพลันได้ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารจึงควรทานยาหลังอาหารทันทีและดื่มน้ำตามมาก ๆ รวมถึงตัวยาอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ได้เช่นกัน

ยาแก้ปวดแอสไพริน 

ยาแก้ปวดแอสไพริน 

แอสไพรินเป็นหนึ่งในยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเส็ด (NSAIDs) เช่นกัน  แอสไพรินเป็นยาแก้ปวดที่ใช้กันมายาวนาน เม็ดนึงมีหลายขนาดทั้ง 300 มิลกรัม หรือ 325 มิลลิกรัมเป็นต้น มีสรรพคุณลดไข้และแก้ปวดได้ดี อีกทั้งยังมีงานวิจัยใหม่ได้ระบุว่าช่วยป้องกันการจับตัวของลิ่มเลือดที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจอุดตัน และโรคหลอดเลือดสมองอุดตันได้ด้วย แต่ในปัจจุบันนี้หากใครปวดหัวหรือตัวร้อนแพทย์มักจะแนะนำให้ไปทานยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอลแทนเพราะผลข้างเคียงน้อยกว่า สำหรับยาแก้ปวดแอสไพรินที่เราคุ้นเคยกันนั้นก็จะมียี่ห้อ แอสไพริน, แอสเปนต์, เอนทราริน, ทัมใจ เป็นต้น 

ผลเสียของการใช้ยาแอสไพรินมากเกินไป 

หากใช้มากไปจากส่งผลให้ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ด้วยเหตุนี้จึงควรทานยาหลังอาหารทันที และห้ามใช้ยากับผู้ป่วยที่เลือกไหลผิดปกติ ผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออก ผู้ป่วยที่มีแผล นอกจากจากนี้ยังส่งผลต่อการทำงานของตับและไตเช่นเดียวกับกลุ่มยาพาราเซตามอล ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคตับหรือโรคไตต้องหลีกเลี่ยงการใช้ยา ส่วนผลข้างเคียงอื่น ๆ ก็อาจทำห้ผู้ทานยาคลื่นไส้ อาเจียน และหลอดลมตีบได้

ยาแก้ปวดเมเฟนามิคแอซิด

ยาแก้ปวดเมเฟนามิคแอซิด

อยู่ในกลุ่มยาแก้ปวดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หรือกลุ่มยาเอ็นเส็ด (NSAIDs) ช่วยบรรเทาอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลางได้เป็นอย่างดี รวมถึงการปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลังผ่าตัด และการปวดประจำเดือน การทำงานของยานิดนี้จะไปยับยั้งเอ็นไซม์ Cyclooxygenase ที่จะสังเคราะห์สาร Prostaglandins ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาบริเวณจุดบาดเจ็บ ยาเมเฟนามิคแอซิด สามารถซื้อได้ตามท้องตลาดแต่ก็เป็นยาอันตรายที่ควรทานตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ซึ่งยายี่ห้อประเภทนี้ที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือ พอนสแตน นั่นเอง สำหรับการทานยาก็รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง และไม่ควรใช้ยาติดต่อกันเกิน 7 วัน ส่วนเด็กต่ำกว่า 14 ปี ควรใช้ยาตามคำสั่งแพทย์อย่างใกล้ชิด

ผลเสียของการใช้ยาเมเฟนามิค แอซิดมากเกินไป 

การบริโภคยาดังกล่าวมากจนเกินไปยังส่งผลต่อการทำงานของตับและไต เช่นเดียวกับยาแก้ปวดในกลุ่มเอ็นเส็ดตัวอื่น ๆ นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องผูก คลื่นไส้ ปวดท้อง และหัวใจเต้นผิดปรกติได้เช่นกัน ส่วนผู้แพ้ยานั้นอาจมีอาการผื่นคัน ตัวบวม หายใจลำบาก หากเป็นเช่นนี้ให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

ยาแก้ปวดทุกประเภทมีข้อควรระวังการรับประทานยาระบุอยู่ ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ปวดใดผู้บริโภคไม่ควรใช้ยาติดต่อกันนานจนเกินไปหรือทานเกินตามที่คำแนะนำกำหนด ไม่เช่นนั้นจะส่งผลเสียต่อร่างกาย ซึ่งหลัก ๆ แล้วจะเป็นการส่งกระทบต่อตับและไต รวมถึงไม่ควรบริโภคยาพร้อมแอลกอฮอล์เพราะอาจทำให้ตับวายเฉียบพลันได้ ส่วนใครที่ทานยาแล้วรู้สึกมีอาการแพ้ก็ให้หยุดยาแล้วไปพบแพทย์ทันที สุดท้ายนี้น้องแคร์ขอแสดงความห่วงใยให้ทุกท่านปลอดภัยจากการอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ และถ้าหากต้องการคำปรึกษาและอยากได้ความคุ้มครองด้านสุขภาพดี ๆ เราก็มีประกันสุขภาพมาให้ทุกท่านได้พิจารณา


บทความแนะนำอื่นๆ : สุขภาพและการแพทย์

4 มะเร็งร้าย ที่ผู้สูงอายุต้องระวังและให้ความสำคัญ รู้ก่อนเซฟก่อน! 5 โรคร้าย สาเหตุการเสียชีวิตที่ไม่ทันตั้งตัว ภัยยุคดิจิทัล สายตาพัง จาก Computer Vision Syndrome เช็กให้ดี! คุณกำลังเสี่ยง 5 โรคปอด หรือไม่? ความดันโลหิตสูง โรคร้าย ฆาตกรเงียบ โรคซึมเศร้าที่หลายคนกำลังเผชิญอยู่ อย่าอายที่จะไปพบจิตแพทย์ มะเร็งผิวหนังคืออะไร รู้หรือไม่? วันนี้มีคำตอบมาฝากเพื่อน ๆ คลิกเลย! รู้ก่อน ป้องกันได้! 4 ช่วงวัยต้องดูแลสุขภาพให้ไกลโรคร้าย บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายไหมหากเทียบบุหรี่มวน ศาสตร์การแพทย์อายุ 3000 ปี รู้จักการศาสตร์ฝังเข็ม ลูกเดินชนของบ่อย-ติดโซเชียล เสี่ยงจอประสาทตาเสื่อมได้ โรค “พราเดอร์-วิลลี” ภัยเงียบสำหรับเด็กที่พ่อแม่ต้องระวัง ให้ความรู้ลูกน้อย เรื่อง COVID-19 ใบรับรองแพทย์ คืออะไร มีกี่ประเภท เอาใช้ทำอะไรได้บ้าง?

บทความแคร์สุขภาพ

6 ปัญหาที่ควรป้องกันก่อนลูกเกิดด้วย ‘การฝากครรภ์’

แคร์สุขภาพ

6 ปัญหาที่ควรป้องกันก่อนลูกเกิดด้วย ‘การฝากครรภ์’

การตั้งครรภ์ได้เปิดโอกาสให้คุณแม่สร้างสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นไปพร้อมกับการเติบโตของลูก หลายคนรู้สึกเหมือนฝันไป
Thirakan T
24/07/2025
โรคระบาดและอันตรายในช่วงหน้าฝน

แคร์สุขภาพ

เรื่องอันตรายที่มักเกิดในหน้าฝน และคุณต้องระวัง!!

หน้าฝน ฤดูกาลที่มีทั้งคนชอบ และไม่ชอบ แน่นอนว่าสำหรับคนที่ชอบหน้าฝนอาจจะด้วยเหตุผลเพราะหน้าฝนช่วยทำให้รู้สึกชุ่มชื่น ชุ่มฉ่ำ
กองบรรณาธิการ
26/03/2025