รู้จักโรคฮีโมฟีเลีย ภัยอันตรายหากเลือดไหลไม่หยุด!

Nok Srihong
ผู้เขียน: Nok Srihong Published: มิถุนายน 9, 2023
Nok Srihong
Nok Srihong
จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาการจัดการการเงิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีประสบการณ์กว่า 6 ปี ในวงการฟินเทชและการเงินส่วนบุคคล โดยเฉพาะบัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และรีไฟแนนซ์ ผ่านการเขียนคอนเทนต์ให้ Rabbit Care และ Asia Direct (6+ ปี) เน้นรีวิวผลิตภัณฑ์ สิทธิประโยชน์บัตรเครดิต และกลยุทธ์บริหารหนี้ ก่อนหน้านี้ ทำงานในอุตสาหกรรม OTA ชั้นนำอย่าง Laterooms.com และ Expedia.com (12 ปี) ซึ่งเสริมทักษะการวางแผนทางการเงินต่อทริป และยังเชี่ยวชาญการเลือกประกันการเดินทางที่คุ้มค่าและคุ้มครองชีวิตตลอดทริปสำหรับนักเดินทาง
Nok Srihong
แก้ไขโดย: Thirakan T Last edited: มีนาคม 23, 2026
Nok Srihong
Thirakan T
Thirakan Thongseenual เป็นนักเขียนที่มีประสบการณ์มากกว่า 3 ปี ที่ RabbitCare และ Asia Direct โดยมีความชำนาญในประกันรถยนต์ เน้นเขียนบทความที่เผยแพร่บน Blog และมีความเชี่ยวชาญด้าน SEO กว่า 4 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอได้ใช้ในการสร้างความรู้และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของ RabbitCare อย่างมีประสิทธิภาพ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ปริญญาตรี สาขา Information Technology
Hemophilia

หากคนเราเลือดไหลไม่หยุดจะมีเป็นอันตรายแค่ไหน วันนี้แรบบิท แคร์ จะมาแชร์ข้อมูลของโรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) หรือโรคเลือดไหลไม่หยุด มาให้ทุกคนได้ทราบ โรคนี้มีสาเหตุมาจากอะไร อันตรายแค่ไหน และผู้ที่เป็นโรคนี้ต้องดูแลตัวเองอย่างไร ว่าแล้วก็ไปอ่านกันเลย

คุณมีไลฟ์สไตล์แบบไหน?

เลือกที่ใกล้เคียงที่สุด เราจะแนะนำแผนที่เหมาะกับคุณ

ประกันภัย
เหมาะกับคุณ

แผนแนะนำ

แผนมาตรฐาน · คนทำงานออฟฟิศ

เบี้ยเริ่มต้น*

฿2,500

ต่อปี

ดูแผนประกันอุบัติเหตุ

* เบี้ยประกันที่แสดงเป็นราคาเริ่มต้นโดยประมาณเพื่อการเปรียบเทียบเท่านั้น เบี้ยที่แท้จริงอาจแตกต่างตามอายุ อาชีพ และประวัติสุขภาพ กรุณาศึกษาข้อมูลจากบริษัทหรือตัวแทนประกันก่อนตัดสินใจซื้อประกัน

Hemophilia คืออะไร?

โรคเลือดไหลไม่หยุด (Hemophilia) เป็นภาวะที่เกิดจากข้อบกพร่องในระบบการแข็งตัวของเลือด โดยเลือดไม่สามารถแข็งตัวเพียงพอเมื่อเกิดบาดแผลหรือบาดเจ็บใด ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการเลือดไหลนานกว่าคนปกติทั่วไป โดยเฉพาะเลือดที่ไหลออกจากแผลตามข้อศอก ข้อเท่า หรือหัวเข่า เป็นต้น หากเลือดไหลไม่หยุดต่อไปก็อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ แม้ว่าโรคฮีโมฟีเลียจะไม่รักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน แต่ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองจนสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ

โรคฮีโมฟีเลีย สาเหตุมาจากอะไร?

โรคฮีโมฟีเลีย เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม X จากทางพันธุกรรม ต้องอธิบายก่อนว่าตามหลักปกติแล้วเมื่อเลือดออก ร่างกายจะมีกลไกห้ามเลือดโดยจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างการหดตัวของหลอดเลือด การเกาะกลุ่มกันของเม็ดเลือด และการเกิดลิ่มเลือด โดยการทำงานร่วมกันนี้เกิดขึ้นจากการของโปรตีนหลายชนิด ผู้ป่วยที่เป็นโรคฮีโมฟีเลียจะขาดแคลนโปรตีนเหล่านี้ ทำให้กลไกหยุดเลือกทำงานบกพร่องนั่นเอง

โรคฮีโมฟีเลียนับเป็นโรคติดต่อทางพันธุกรรมที่สามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลูกหลานได้ มักพบในเพศชาย ส่วนผู้หญิงแม้จะไม่แสดงอาการแต่สามารถสืบทอดความผิดปกติไปสู่ลูกหลานได้เช่นกัน นอกจากนี้มีรายงานว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคนี้โดยที่ครอบครัวไม่เคยเป็นมาก่อนอีกด้วย

โรคเลือดไหลไม่หยุด

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคฮีโมฟีเลียหรือโรคเลือดไหลไม่หยุดจะมีการจำแนกประเภทดังนี้คือ

  • Hemophilia A เกิดจากร่างกายขาดโปรตีนที่ทำให้เลือดแข็งตัวประเภท Factor 8 ซึ่งพบมากที่สุดในบรรดาผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้
  • Hemophilia B เกิดจากร่างกายขาดโปรตีนที่ทำให้เลือดแข็งตัวประเภท Factor 9 ซึ่งพบน้อยลงมาจากประเภท A หลายเท่า
  • Hemophilia C เกิดจากร่างกายขาดโปรตีนที่ทำให้เลือดแข็งตัวประเภท Factor 11 ซึ่งมีอาการไม่รุนแรงและพบได้น้อย


โรคฮีโมฟีเลีย อาการเป็นอย่างไร?

โรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) ปรากฏอาการหลากหลายรูปแบบได้แก่

1. มีเลือดออกจากบาดแผลหรือบาดเจ็บจำนวนมาก ห้ามเลือดยาก เลือดไหลนาน เนื่องจากกลไกทำให้เลือดแข็งตัวทำงานผิดปกติ
2. มีเลือดออกตามเหงือกและไรฟัน โดยการแปรงฟันหรือทำความสะอาดเหงือกอาจทำให้เลือดออกได้ง่าย
3. ผู้ป่วยที่เป็นโรคฮีโมฟีเลียมักพบรอยฟกช้ำเป็นจ้ำตามร่างกาย
4. มีเลือดออกภายในร่างกาย โดยเกิดเลือดออกในเนื้อเยื่อหรืออวัยวะภายในร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการบวมหรือปวดในส่วนนั้น ๆ
5. มีเลือดออกในข้อต่อตามร่างกาย เช่น ข้อศอกหรือข้อเข่า ทำให้เกิดอาการบวมและปวดในข้อ เป็นต้น
6. มีอาการเลือดกำเดาไหลไม่หยุด หรือไหลโดยไม่มีสาเหตุ
7. เลือดออกในปริมาณมากหลังจากมีการผ่าตัด
8. ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียบางรายอาจมีอาการ ปัสสาวะหรืออุจจาระเป็นเลือด

นอกจากนี้ผู้ป่วยเป็น Hemophilia อาจมีอาการอื่น ๆ ที่เป็นสัญญาณแจ้งเบื้องต้นแม้ว่าเลือดจะไม่ออกให้เห็นชัด ๆ ก็ตาม เช่น มีอาการปวดและบวมตามข้อต่ออย่างเฉียบพลัน มีการปวดหัวรุนแรง เห็นภาพซ้อน คลื่นไส้อาเจียนบ่อย ๆ ร่างกายอ่อนเพลียเหนื่อยล้าง่าย เป็นต้น หากพบว่าตนเองมีอาการดังกล่าวควรรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที

โรคเลือดไหลไม่หยุด

ระดับอาการความรุนแรงของโรคฮีโมฟีเลีย

โรคฮีโมฟีเลียสามารถแบ่งความรุนแรงของผู้ป่วยได้ 3 ระดับคือ

1. โรคฮีโมฟีเลียระดับความรุนแรงน้อย ซึ่งมักจะไม่แสดงอาการหากไม่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ การผ่าตัด หรือการถอนฟัน โดยผู้ที่ป่วยจะมีระดับ Factor ประมาณ 5 -40 เปอร์เซ็นต์ของคนปกติ
2. โรคฮีโมฟีเลียระดับความรุนแรงปานกลาง จะมีเลือดออกในข้อและกล้ามเนื้อเมื่อได้รับอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยผู้ป่วยประเภทนี้จะมีระดับ Factor ประมาณ 1 – 5 เปอร์เซ็นต์ของคนปกติ
3. โรคฮีโมฟีเลียระดับความรุนแรงมาก ผู้ป่วยจะมีเลือดออกในข้อและตามกล้ามเนื้อเองแม้จะไม่ได้รับอุบัติเหตุใด ๆ ก็ตาม และมักพบว่าผู้ป่วยที่เป็นเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 1 ปี ก็จะมีรอยจ้ำเขียวตามร่างกายอย่างเห็นได้ชัด ผู้ที่ป่วยประเภทนี้จะมีระดับ Factor ต่ำกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ของคนปกติ

โรคฮีโมฟีเลียรักษาอย่างไร สามารถหายขาดได้หรือไม่?

อย่างที่กล่าวไปว่าโรคเลือดไหลไม่หยุดหรือ Hemophilia เป็นโรคทางพันธุกรรม จึงไม่สามารถป้องกันได้ และผู้ป่วยก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เมื่อเป็นแล้วย่อมเป็นตลอดชีวิต แต่ทั้งนี้ผู้ที่เป็นโรคฮีโมฟีเลียสามารถรักษาบรรเทาอาการได้ในยุคปัจจุบันให้สามารถใช้ชีวิตได้ปกติ โดยแพทย์จะใช้ยา Factor ตามประเภท เช่น Factor 8, Factor 9 ฉีดเข้าเส้นเลือด ตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด ซึ่งยาดังกล่าวจะเป็นการเพิ่ม Factor ในเลือด ทำให้เลือดสามารถแข็งตัวได้ตามปกติเมื่อมีบาดแผล แต่ถ้าใครไม่สะดวกที่ไปพบแพทย์เผื่อฉีดยาบ่อย ๆ ผู้ป่วยก็สามารถฝึกฉีดยาเองที่บ้านได้โดยอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพียงเท่านี้ก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคฮีโมฟีเลีย จะมีวิธีดูแลตัวเองอย่างไร

ผู้ป่วยที่เป็นโรค Hemophilia สามารถดูแลตัวเองได้โดยดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้

  • ดูแลรักษาตนเองให้ปลอดภัย ป้องกันไม่ให้มีบาดแผล ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ และสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเมื่อทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยง
  • ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อระบบเลือด เช่น ผักเขียวหรือผลไม้ที่มีวิตามิน K และธาตุเหล็กสูง
  • หมั่นออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แต่อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อเลือกประเภทการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ป่วย
  • ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียตรวจร่างกายตามที่แพทย์นัดอย่างเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ทำให้เลือดออกง่าย เช่น ยาแก้ปวดแอสไพริน ยาละลายลิ่มเลือด เป็นต้น
  • รักษาสุขภาพช่องฟันให้สะอาด เพื่อป้องกันการเลือดออกตามไรฟัน และการถอนฟัน
  • จัดข้าวของในบ้านให้เรียบร้อย เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ไม่มีความคม เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

จะเห็นได้ว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคฮีโมฟีเลียต้องระวังไม่ให้ตนเองเกิดอุบัติเหตุเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีความเสี่ยงอันตรายมากกว่าคนปกติทั่วไป แต่ทั้งนี้แม้ว่าคุณจะระวังแค่ไหน อุบัติเหตุก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอ แรบบิท แคร์ จึงขอแนะนำให้ทำประกันอุบัติเหตุไว้ก่อน เพราะอาจบาดเจ็บขึ้นมา อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลกับค่ารักษาพยาบาลนั่นเอง


บทความแนะนำอื่นๆ : โรคและอาการต่างๆ

โรคเบาหวาน กับ สัญญาณเตือนที่ต้องรู้! โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการเป็นอย่างไร อันตรายหรือไม่? โรคร้ายแรง ที่แปลกจนคุณอาจไม่เคยรู้จัก โรคประจำตัวอะไรบ้าง ที่ติดต่อทางพันธุกรรม ริดสีดวง โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม! Admit ไม่ครบ 24 ชั่วโมง เคลมประกันชดเชยรายได้ ได้ไหม? โรคภูมิแพ้ ทำประกันได้ไหม? มีข้อยกเว้นหรือไม่?

 

บทความแคร์สุขภาพ

นักท่องเที่ยวตรวจสอบรายการยาต้องห้ามเข้าญี่ปุ่นก่อนจัดกระเป๋าเดินทาง

แคร์สุขภาพ

ยาต้องห้ามเข้าญี่ปุ่น มีอะไรบ้าง? เช็กก่อนเดินทาง

ก่อนเที่ยวญี่ปุ่น เช็กให้ชัวร์ว่ายาแก้หวัด ยาแก้แพ้ หรือยาประจำตัวของคุณสามารถนำเข้าประเทศได้หรือไม่ พร้อมทำความเข้าใจกฎการนำยาเข้าญี่ปุ่น เอกสารที่ควรเตรียม และข้อควรระวังเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง
Tawan
15/07/2026
ประกันเดินทางคุ้มครองฮันตาไวรัสไหม?

แคร์สุขภาพ

ฮันตาไวรัส คืออะไร? อันตรายแค่ไหน?ประกันเดินทางช่วยเหลือได้แค่ไหน?

ทำความรู้จัก 'ฮันตาไวรัส' (Hantavirus) ภัยเงียบจากสัตว์ฟันแทะที่นักท่องเที่ยวสายธรรมชาติและสายแคมปิ้งไม่ควรมองข้าม ชวนส่องพฤติกรรมเสี่ยง วิธีรับมือเมื่อมีอาการป่วยเฉียบพลันระหว่างทริป
Tawan
09/07/2026
อธิบายเกี่ยวกับ Hay Fever หรือไข้ละอองฟาง อาการ สาเหตุ และสิ่งที่ควรรู้ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ พร้อมคำแนะนำการป้องกันและดูแลสุขภาพระหว่างท่องเที่ยว

แคร์สุขภาพ

แพ้อากาศ Hay Fever อันตรายอย่างไร?ทำไมต้องรู้ก่อนไปต่างประเทศ

อาการแพ้อากาศหรือโรคไข้ละอองฟาง (Hay Fever) ไม่เพียงแต่สร้างความรำคาญใจ แต่ความเข้มข้นของละอองเกสรในต่างประเทศอาจทำให้ทริปพังและเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอย่างหอบหืดกำเริบหรือไซนัสอักเสบ
Tawan
08/07/2026