รู้จักโรคฮีโมฟีเลีย ภัยอันตรายหากเลือดไหลไม่หยุด!

Nok Srihong
ผู้เขียน: Nok Srihong Published: มิถุนายน 9, 2023
Nok Srihong
Nok Srihong
จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาการจัดการการเงิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีประสบการณ์กว่า 6 ปี ในวงการฟินเทชและการเงินส่วนบุคคล โดยเฉพาะบัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และรีไฟแนนซ์ ผ่านการเขียนคอนเทนต์ให้ Rabbit Care และ Asia Direct (6+ ปี) เน้นรีวิวผลิตภัณฑ์ สิทธิประโยชน์บัตรเครดิต และกลยุทธ์บริหารหนี้ ก่อนหน้านี้ ทำงานในอุตสาหกรรม OTA ชั้นนำอย่าง Laterooms.com และ Expedia.com (12 ปี) ซึ่งเสริมทักษะการวางแผนทางการเงินต่อทริป และยังเชี่ยวชาญการเลือกประกันการเดินทางที่คุ้มค่าและคุ้มครองชีวิตตลอดทริปสำหรับนักเดินทาง
คะน้าใบเขียว
แก้ไขโดย: คะน้าใบเขียว Last edited: เมษายน 17, 2024
คะน้าใบเขียว
คะน้าใบเขียว
นักเขียนมืออาชีพด้านการเงิน ประกัน และสุขภาพ จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาภาษาเพื่อการสร้างสรรค์สื่อ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีประสบการณ์มากกว่า 9 ปี ในการเขียนบทความด้านการเงิน ประกันชีวิต และประกันสุขภาพ โดยเริ่มต้นที่ Rabbit Finance จากนั้นย้ายมาทำงานที่ Rabbit Care และ Asia Direct เป็นนักเขียนที่รักการอ่าน และมีความหลงใหลในเนื้อหาด้านการบริหารเงิน สินเชื่อ บัตรเครดิต และประกัน ที่ผลิตผลงานเขียนด้วยความลึกซึ้ง การตรวจสอบข้อมูลที่รอบคอบ และเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผ่านประสบการณ์ในการแก้ไขและจัดการเนื้อหา (editorial experience)
Hemophilia

หากคนเราเลือดไหลไม่หยุดจะมีเป็นอันตรายแค่ไหน วันนี้แรบบิท แคร์ จะมาแชร์ข้อมูลของโรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) หรือโรคเลือดไหลไม่หยุด มาให้ทุกคนได้ทราบ โรคนี้มีสาเหตุมาจากอะไร อันตรายแค่ไหน และผู้ที่เป็นโรคนี้ต้องดูแลตัวเองอย่างไร ว่าแล้วก็ไปอ่านกันเลย

Hemophilia คืออะไร?

โรคเลือดไหลไม่หยุด (Hemophilia) เป็นภาวะที่เกิดจากข้อบกพร่องในระบบการแข็งตัวของเลือด โดยเลือดไม่สามารถแข็งตัวเพียงพอเมื่อเกิดบาดแผลหรือบาดเจ็บใด ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการเลือดไหลนานกว่าคนปกติทั่วไป โดยเฉพาะเลือดที่ไหลออกจากแผลตามข้อศอก ข้อเท่า หรือหัวเข่า เป็นต้น หากเลือดไหลไม่หยุดต่อไปก็อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ แม้ว่าโรคฮีโมฟีเลียจะไม่รักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน แต่ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองจนสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ

โรคฮีโมฟีเลีย สาเหตุมาจากอะไร?

โรคฮีโมฟีเลีย เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม X จากทางพันธุกรรม ต้องอธิบายก่อนว่าตามหลักปกติแล้วเมื่อเลือดออก ร่างกายจะมีกลไกห้ามเลือดโดยจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างการหดตัวของหลอดเลือด การเกาะกลุ่มกันของเม็ดเลือด และการเกิดลิ่มเลือด โดยการทำงานร่วมกันนี้เกิดขึ้นจากการของโปรตีนหลายชนิด ผู้ป่วยที่เป็นโรคฮีโมฟีเลียจะขาดแคลนโปรตีนเหล่านี้ ทำให้กลไกหยุดเลือกทำงานบกพร่องนั่นเอง

โรคฮีโมฟีเลียนับเป็นโรคติดต่อทางพันธุกรรมที่สามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลูกหลานได้ มักพบในเพศชาย ส่วนผู้หญิงแม้จะไม่แสดงอาการแต่สามารถสืบทอดความผิดปกติไปสู่ลูกหลานได้เช่นกัน นอกจากนี้มีรายงานว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคนี้โดยที่ครอบครัวไม่เคยเป็นมาก่อนอีกด้วย

โรคเลือดไหลไม่หยุด

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคฮีโมฟีเลียหรือโรคเลือดไหลไม่หยุดจะมีการจำแนกประเภทดังนี้คือ

  • Hemophilia A เกิดจากร่างกายขาดโปรตีนที่ทำให้เลือดแข็งตัวประเภท Factor 8 ซึ่งพบมากที่สุดในบรรดาผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้
  • Hemophilia B เกิดจากร่างกายขาดโปรตีนที่ทำให้เลือดแข็งตัวประเภท Factor 9 ซึ่งพบน้อยลงมาจากประเภท A หลายเท่า
  • Hemophilia C เกิดจากร่างกายขาดโปรตีนที่ทำให้เลือดแข็งตัวประเภท Factor 11 ซึ่งมีอาการไม่รุนแรงและพบได้น้อย


โรคฮีโมฟีเลีย อาการเป็นอย่างไร?

โรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) ปรากฏอาการหลากหลายรูปแบบได้แก่

1. มีเลือดออกจากบาดแผลหรือบาดเจ็บจำนวนมาก ห้ามเลือดยาก เลือดไหลนาน เนื่องจากกลไกทำให้เลือดแข็งตัวทำงานผิดปกติ
2. มีเลือดออกตามเหงือกและไรฟัน โดยการแปรงฟันหรือทำความสะอาดเหงือกอาจทำให้เลือดออกได้ง่าย
3. ผู้ป่วยที่เป็นโรคฮีโมฟีเลียมักพบรอยฟกช้ำเป็นจ้ำตามร่างกาย
4. มีเลือดออกภายในร่างกาย โดยเกิดเลือดออกในเนื้อเยื่อหรืออวัยวะภายในร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการบวมหรือปวดในส่วนนั้น ๆ
5. มีเลือดออกในข้อต่อตามร่างกาย เช่น ข้อศอกหรือข้อเข่า ทำให้เกิดอาการบวมและปวดในข้อ เป็นต้น
6. มีอาการเลือดกำเดาไหลไม่หยุด หรือไหลโดยไม่มีสาเหตุ
7. เลือดออกในปริมาณมากหลังจากมีการผ่าตัด
8. ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียบางรายอาจมีอาการ ปัสสาวะหรืออุจจาระเป็นเลือด

นอกจากนี้ผู้ป่วยเป็น Hemophilia อาจมีอาการอื่น ๆ ที่เป็นสัญญาณแจ้งเบื้องต้นแม้ว่าเลือดจะไม่ออกให้เห็นชัด ๆ ก็ตาม เช่น มีอาการปวดและบวมตามข้อต่ออย่างเฉียบพลัน มีการปวดหัวรุนแรง เห็นภาพซ้อน คลื่นไส้อาเจียนบ่อย ๆ ร่างกายอ่อนเพลียเหนื่อยล้าง่าย เป็นต้น หากพบว่าตนเองมีอาการดังกล่าวควรรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที

โรคเลือดไหลไม่หยุด

ระดับอาการความรุนแรงของโรคฮีโมฟีเลีย

โรคฮีโมฟีเลียสามารถแบ่งความรุนแรงของผู้ป่วยได้ 3 ระดับคือ

1. โรคฮีโมฟีเลียระดับความรุนแรงน้อย ซึ่งมักจะไม่แสดงอาการหากไม่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ การผ่าตัด หรือการถอนฟัน โดยผู้ที่ป่วยจะมีระดับ Factor ประมาณ 5 -40 เปอร์เซ็นต์ของคนปกติ
2. โรคฮีโมฟีเลียระดับความรุนแรงปานกลาง จะมีเลือดออกในข้อและกล้ามเนื้อเมื่อได้รับอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยผู้ป่วยประเภทนี้จะมีระดับ Factor ประมาณ 1 – 5 เปอร์เซ็นต์ของคนปกติ
3. โรคฮีโมฟีเลียระดับความรุนแรงมาก ผู้ป่วยจะมีเลือดออกในข้อและตามกล้ามเนื้อเองแม้จะไม่ได้รับอุบัติเหตุใด ๆ ก็ตาม และมักพบว่าผู้ป่วยที่เป็นเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 1 ปี ก็จะมีรอยจ้ำเขียวตามร่างกายอย่างเห็นได้ชัด ผู้ที่ป่วยประเภทนี้จะมีระดับ Factor ต่ำกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ของคนปกติ

โรคฮีโมฟีเลียรักษาอย่างไร สามารถหายขาดได้หรือไม่?

อย่างที่กล่าวไปว่าโรคเลือดไหลไม่หยุดหรือ Hemophilia เป็นโรคทางพันธุกรรม จึงไม่สามารถป้องกันได้ และผู้ป่วยก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เมื่อเป็นแล้วย่อมเป็นตลอดชีวิต แต่ทั้งนี้ผู้ที่เป็นโรคฮีโมฟีเลียสามารถรักษาบรรเทาอาการได้ในยุคปัจจุบันให้สามารถใช้ชีวิตได้ปกติ โดยแพทย์จะใช้ยา Factor ตามประเภท เช่น Factor 8, Factor 9 ฉีดเข้าเส้นเลือด ตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด ซึ่งยาดังกล่าวจะเป็นการเพิ่ม Factor ในเลือด ทำให้เลือดสามารถแข็งตัวได้ตามปกติเมื่อมีบาดแผล แต่ถ้าใครไม่สะดวกที่ไปพบแพทย์เผื่อฉีดยาบ่อย ๆ ผู้ป่วยก็สามารถฝึกฉีดยาเองที่บ้านได้โดยอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพียงเท่านี้ก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคฮีโมฟีเลีย จะมีวิธีดูแลตัวเองอย่างไร

ผู้ป่วยที่เป็นโรค Hemophilia สามารถดูแลตัวเองได้โดยดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้

  • ดูแลรักษาตนเองให้ปลอดภัย ป้องกันไม่ให้มีบาดแผล ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ และสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเมื่อทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยง
  • ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อระบบเลือด เช่น ผักเขียวหรือผลไม้ที่มีวิตามิน K และธาตุเหล็กสูง
  • หมั่นออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แต่อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อเลือกประเภทการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ป่วย
  • ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียตรวจร่างกายตามที่แพทย์นัดอย่างเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ทำให้เลือดออกง่าย เช่น ยาแก้ปวดแอสไพริน ยาละลายลิ่มเลือด เป็นต้น
  • รักษาสุขภาพช่องฟันให้สะอาด เพื่อป้องกันการเลือดออกตามไรฟัน และการถอนฟัน
  • จัดข้าวของในบ้านให้เรียบร้อย เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ไม่มีความคม เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

จะเห็นได้ว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคฮีโมฟีเลียต้องระวังไม่ให้ตนเองเกิดอุบัติเหตุเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีความเสี่ยงอันตรายมากกว่าคนปกติทั่วไป แต่ทั้งนี้แม้ว่าคุณจะระวังแค่ไหน อุบัติเหตุก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอ แรบบิท แคร์ จึงขอแนะนำให้ทำประกันอุบัติเหตุไว้ก่อน เพราะอาจบาดเจ็บขึ้นมา อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลกับค่ารักษาพยาบาลนั่นเอง

สมัครประกันสุขภาพกับน้องแคร์ รับบริการปรึกษาแพทย์ฟรี! ไม่ต้องไปโรงพยาบาล
icon angle up or down

เลือกแผนประกันสุขภาพที่คุณสนใจ

    ชื่อนามสกุล

    หมายเลขโทรศัพท์


    บทความแนะนำอื่นๆ : โรคและอาการต่างๆ

    โรคเบาหวาน กับ สัญญาณเตือนที่ต้องรู้! โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการเป็นอย่างไร อันตรายหรือไม่? โรคร้ายแรง ที่แปลกจนคุณอาจไม่เคยรู้จัก โรคประจำตัวอะไรบ้าง ที่ติดต่อทางพันธุกรรม ริดสีดวง โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม!

    บทความแคร์สุขภาพ

    6 ปัญหาที่ควรป้องกันก่อนลูกเกิดด้วย ‘การฝากครรภ์’

    แคร์สุขภาพ

    6 ปัญหาที่ควรป้องกันก่อนลูกเกิดด้วย ‘การฝากครรภ์’

    การตั้งครรภ์ได้เปิดโอกาสให้คุณแม่สร้างสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นไปพร้อมกับการเติบโตของลูก หลายคนรู้สึกเหมือนฝันไป
    Thirakan T
    24/07/2025
    โรคระบาดและอันตรายในช่วงหน้าฝน

    แคร์สุขภาพ

    เรื่องอันตรายที่มักเกิดในหน้าฝน และคุณต้องระวัง!!

    หน้าฝน ฤดูกาลที่มีทั้งคนชอบ และไม่ชอบ แน่นอนว่าสำหรับคนที่ชอบหน้าฝนอาจจะด้วยเหตุผลเพราะหน้าฝนช่วยทำให้รู้สึกชุ่มชื่น ชุ่มฉ่ำ
    กองบรรณาธิการ
    26/03/2025