น้ำมันปลา คืออะไร เหมือนน้ำมันตับปลาหรือไม่ มีประโยชน์ในด้านไหน ช่วยในเรื่องอะไร ? ใครบ้างที่ควรกิน ?

Nok Srihong
ผู้เขียน: Nok Srihong Published: มกราคม 19, 2024
Nok Srihong
Nok Srihong
จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาการจัดการการเงิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีประสบการณ์กว่า 6 ปี ในวงการฟินเทชและการเงินส่วนบุคคล โดยเฉพาะบัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และรีไฟแนนซ์ ผ่านการเขียนคอนเทนต์ให้ Rabbit Care และ Asia Direct (6+ ปี) เน้นรีวิวผลิตภัณฑ์ สิทธิประโยชน์บัตรเครดิต และกลยุทธ์บริหารหนี้ ก่อนหน้านี้ ทำงานในอุตสาหกรรม OTA ชั้นนำอย่าง Laterooms.com และ Expedia.com (12 ปี) ซึ่งเสริมทักษะการวางแผนทางการเงินต่อทริป และยังเชี่ยวชาญการเลือกประกันการเดินทางที่คุ้มค่าและคุ้มครองชีวิตตลอดทริปสำหรับนักเดินทาง
Nok Srihong
แก้ไขโดย: Nok Srihong Last edited: กุมภาพันธ์ 19, 2026
Nok Srihong
Nok Srihong
จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาการจัดการการเงิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีประสบการณ์กว่า 6 ปี ในวงการฟินเทชและการเงินส่วนบุคคล โดยเฉพาะบัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และรีไฟแนนซ์ ผ่านการเขียนคอนเทนต์ให้ Rabbit Care และ Asia Direct (6+ ปี) เน้นรีวิวผลิตภัณฑ์ สิทธิประโยชน์บัตรเครดิต และกลยุทธ์บริหารหนี้ ก่อนหน้านี้ ทำงานในอุตสาหกรรม OTA ชั้นนำอย่าง Laterooms.com และ Expedia.com (12 ปี) ซึ่งเสริมทักษะการวางแผนทางการเงินต่อทริป และยังเชี่ยวชาญการเลือกประกันการเดินทางที่คุ้มค่าและคุ้มครองชีวิตตลอดทริปสำหรับนักเดินทาง
น้ำมันปลา

น้ำมันปลาสิ่งที่คนมักสับสนกับน้ำมันตับปลาอยู่เป็นประจำ อีกทั้งยังมักคิดว่าน้ำมันปลาและน้ำมันตับปลาเป็นสิ่งเดียวกัน ความจริงแล้วนั้นน้ำมันปลาคืออะไร เหมือนหรือมีความแตกต่างกับน้ำมันตับปลาอย่างไร น้ำมันปลานั้น ช่วยอะไร มีประโยชน์ต่อร่างกายในด้านไหน มีวิธีในการรับประทานอย่างไร ไม่ควรกินคู่กับอะไร เหมาะสมกับผู้บริโภคที่อยู่ในช่วงอายุเท่าไหร่ แรบบิท แคร์ รวบรวมข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับน้ำมันปลามาให้ ลองอ่านทำความเข้าใจจะได้หายสับสนกัน!

 

คุณต้องการความคุ้มครองแบบไหน?

✨ แผนที่เหมาะกับคุณ

 

⚠️ ข้อมูลนี้เป็นเพียงการประเมินเบื้องต้น รายละเอียดและเบี้ยจริงอาจแตกต่าง กรุณาตรวจสอบก่อนตัดสินใจ

ใช้ฟรี • ไม่มีค่าใช้จ่าย

น้ำมันปลา คืออะไร ?

น้ำมันปลา (Fish Oil) เป็นสารสกัดที่ได้จากส่วนหนัง เนื้อ หัว และหางของปลาซึ่งมักทำการสกัดมาจากปลาทะเลน้ำลึก โดยน้ำมันปลานั้นเป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันหลายชนิด ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพของเราในหลาย ๆ ด้าน ตั้งแต่ด้านการทำงานของสมอง สุขภาพของหัวใจ สุขภาพของดวงตา สุขภาพผิว อีกทั้งยังลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า น้ำปลานั้นเป็นตัวช่วยที่ดีในการดูแลสุขภาพของเรานั่นเอง

 

น้ำมันปลา กับน้ำมันตับปลาเหมือนกันหรือไม่ ?

มาถึงเรื่องที่หลายคนมักเข้าใจผิดอย่างการคิดว่าน้ำมันปลา (Fish Oil) หรือสารสกัดที่ได้จากส่วนต่าง ๆ ของปลาทะเลน้ำลึก เช่น หนัง เนื้อ หัว หาง และน้ำมันตับปลา (Cod Liver Oil) หรือสารสกัดที่ได้จากส่วนตับของปลาทะเลนั้นคือสิ่งเดียวกัน ความจริงแล้วทั้ง 2 อย่างนี้นั้นเป็นสารสกัดที่อุดมไปด้วยประโยชน์ต่างชนิดกันซึ่งจะมีความเหมือนและแตกต่างกัน ดังนี้

ในน้ำมันปลาและน้ำมันตับปลานั้นต่างก็มีกรดไขมันโอเมก้า 3 (OmegaEicosapentaenoic Acid (EPA)) ที่ช่วยในการคุมระดับคอเลสเตอรอลและช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตัน อีกทั้งยังมี DHA (Docosahexaenoic Acid) ที่มีความสำคัญต่อการทำงานของสมอง และช่วยเสริมสร้างระบบการเรียนรู้เป็นส่วนประกอบหลักเช่นเดียวกัน

แต่จะมีจุดที่แตกต่างกันอยู่ดังเช่นที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาลัยมหิดลได้ให้ข้อมูลน้ำมันตับปลาไว้ว่าน้ำมันตับปลานั้นจะมีปริมาณของวิตามินเอ รวมถึงปริมาณของวิตามินดีที่ค่อนข้างสูง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะเลือดไหลไม่หยุดได้ จึงมีคำเตือนให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับปริมาณที่จะนำไปใช้ ในขณะที่น้ำมันปลานั้นจะมีระดับความปลอดภัยที่มากกว่าเมื่อบริโภคไม่เกิน 3 กรัมต่อวัน 

นอกจากนี้เนื่องจากน้ำมันตับปลานั้นทำมาจากส่วนตับของปลาซึ่งมีปริมาณคลอเลสเตอรอลที่ค่อนข้างสูงจึงส่งผลให้การบริโภคน้ำมันตับปลาปริมาณมาก ๆ ก็มีผลทำให้ระดับคลอเลสเตอรอลในเลือดสูงได้เช่นกัน

และนี่ก็คือสิ่งที่เหมือนและแตกต่างกันระหว่างน้ำมันปลาและน้ำมันตับปลา จะเห็นได้ว่าแม้จะมีกรดไขมันหรือส่วนประกอบหลักบางชนิดที่เหมือนกัน แต่ความจริงแล้ว ตั้งแต่ส่วนประกอบตั้งต้นของปลาที่ใช้สกัดออกมา ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนเลยทีเดียว

 

น้ํามันปลา ช่วยอะไร

 

น้ำมันปลา ช่วยอะไร ?

สำหรับผู้ที่ต้องการรู้รายละเอียดว่าน้ำมันปลา ช่วยอะไร หรือทานน้ำมันปลา ประโยชน์ที่จะได้รับนั้นมีอะไรบ้าง แรบบิท แคร์ จะช่วยแจกแจงให้ ความจริงแล้วน้ำมันปลามีประโยชน์มากมาย ช่วยดูแลร่างกายของเราดังนี้เลย

 

  • ช่วยดูแลการทำงานของสมอง : เนื่องจากในน้ำมันปลาอุดมไปด้วยกรดไขมัน DHA และกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งถือเป็นกรดไขมันพื้นฐานที่จะถูกพบในเซลล์สมองมากถึง 40% และมีงานวิจัยรองรับว่าหากระดับกรดไขมัน DHA ลดลงจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ได้ นอกจากนี้ก็ยังมีผลการศึกษาที่ระบุว่าระดับความสมดุลของกรดไขมันนั้นส่งผลต่อการเกิดภาวะซึมเศร้า โดยผู้ที่มีระดับกรดไขมันโอเมก้า 3 ต่ำกว่าปกติ และมีโอเมก้า 6 สูงนั้นจะมีโอกาสในการเกิดภาวะซึมเศร้าที่รุนแรงมากกว่า

    ทั้งนี้ได้มีงานวิจัยที่กล่าวถึงน้ำมันปลา ว่าน้ำมันปลานั้นมีส่วนช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมองให้ดีขึ้นในผู้ที่มีภาวะถดถอยทางสมอง โดยเฉพาะเมื่อรับประทานตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่การทำงานของสมองลดลงนั่นเอง

 

  • ช่วยในการดูแลสุขภาพของหลอดเลือดและหัวใจ : มีผลการวิจัยรองรับว่าการกินน้ำมันปลาเป็นประจำสามารถช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ ซึ่งน้ำมันปลานั้นจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพของหัวใจหลาย ๆ ด้าน คือ ลดโอกาสในการเกิดภาวะไตรกลีเซอไรด์สูง โดยน้ำมันปลานั้นสามารถลดไตรกลีเซอไรด์ได้มากถึง 15-30% อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการเพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ช่วยลดความดันในเลือดในผู้ที่มีความดันเลือดสูง และช่วยในการไหลเวียนของเลือด ลดโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ภาวะหลอดเลือดอุดตันเฉียบพลัน เพราะมีคุณสมบัติในการยับยั้งการจับตัวกันของเกล็ดเลือดและลดภาวะการอักเสบนั่นเอง

 

  • ช่วยดูแลสุขภาพของดวงตา : นอกจากจะพบได้มากในสมองแล้วกรดไขมัน DHA ยังถูกพบมากในจอประสาทตาอีกด้วย ซึ่งเราจะสามารถค้นพบกรดไขมัน DHA ในจอประสาทตามากถึง 60% เลยทีเดียว อีกทั้งยังมีผลการวิจัยที่ระบุว่าผู้ที่ได้รับโอเมก้า 3 ไม่เพียงพอ จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคทางตามากขึ้น

 

  • ช่วยลดภาวะอักเสบ : คุณสมบัติเด่นอีกอย่างของน้ำมันปลาคือสามารถช่วยต้านการอักเสบได้ ทั้งการอักเสบเรื้อรังที่มาจากปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคซึมเศร้า หรือโรคหัวใจ ทั้งยังสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดข้อ ข้อฝืด ข้อเสื่อม และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้อีกด้วย

 

  • ช่วยดูแลสุขภาพผิว : น้ำมันปลาประกอบไปด้วย DHA และ EPA ที่เป็นกรดไขมันจำเป็นซึ่งมีคุณสมบัติต้านการอักเสบจึงช่วยลดการอักเสบของผิวหนังและเพิ่มความชุ่มชื่นแก่ผิวหนังได้เป็นอย่างดี

 

  • ช่วยบรรเทาอาการและลดความเสี่ยงการเกิดโรค : น้ำมันปลามีคุณสมบัติในการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้มากมาย เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคอัลไซเมอร์ ภาวะซึมเศร้า โรคข้อเข่าเสื่อม โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคไมเกรน โรคหอบหืด และโรคผิวหนังบางชนิด

 

น้ำมันปลา ไม่ควรกินคู่กับ อะไร

 

วิธีการทานน้ำมันปลาที่ถูกต้อง

สำหรับบุคคลทั่วไป ควรรับประทานน้ำมันปลาในปริมาณ 1-2 หน่วยบริโภคต่อสัปดาห์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการรับสารปนเปื้อน เช่น สารปรอท ที่อาจได้รับจากปลาบางชนิด เว้นแต่ว่าจะเป็นการรับประทานน้ำมันปลาในรูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ซึ่งควรรับประทานตามปริมาณที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำนั่นเอง

 

น้ำมันปลาไม่ควรกินคู่กับอะไร ?

สิ่งที่ไม่ควรกินร่วมกับน้ำมันปลาเนื่องจากจะเกิดอันตรายอย่างร้ายแรงก็คือยาแอสไพริน เนื่องจากทั้งน้ำมันปลาและแอสไพรินนั้นต่างก็มีคุณสมบัติที่ทำให้เลือดใส ไม่หนืด ไม่จับตัวกันเป็นก้อน ส่งผลให้เมื่อกินคู่กันแล้วแม้จะมีบาดแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือกรอฟันเพียงนิดหน่อย ก็อาจส่งผลให้เลือดไหลมากเหมือนกันผ่าตัดใหญ่ได้เลยทีเดียว

 

น้ำมันปลา ลดการอักเสบได้จริงหรือไม่ ?

แน่นอนว่าน้ำมันปลา ลดการอักเสบได้ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นในหัวข้อของประโยชน์ของน้ำมันปลา ซึ่งจะสามารถลดการอักเสบได้ตั้งแต่การอักเสบของกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกาย ไปจนถึงการอักเสบที่อาจเกิดจากโรคอื่น ๆ เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน อาการปวดข้อต่าง ๆ ด้วยนั่นเอง

 

น้ำมันปลา อายุเท่าไหร่กินได้ ?

สำหรับการรับประทานน้ำมันปลาโดยทั่วไปนั้นไม่ได้มีการกำหนดอายุผู้บริโภคตายตัว แต่ก็มีระบุว่าไม่ควรให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ขวบครึ่งรับประทาน หากต้องการให้น้อง ๆ รับประทานควรเลือกสูตรที่เหมาะสมสำหรับเด็กซึ่งเน้นไปทางการบำรุงสายตาและสมองเป็นหลักนั่นเอง 

 

น้ำมันปลาควรกินเวลาไหน ?

เวลาที่เหมาะสมในการทานน้ำมันปลาคือช่วงเวลาพร้อมกับมื้ออาหาร หรือหลังมื้ออาหารไม่เกิน 30 นาที เนื่องจากช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ดี ทั้งยังช่วยลดอาการข้างเคียงต่าง ๆ เช่น ท้องเสีย เรอ คลื่นไส้ ได้ด้วยนั่นเอง

 

สรุป

และทั้งหมดนี้ก็คือสิ่งที่ทุกคนควรรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับน้ำมันปลา ซึ่ง แรบบิท แคร์ หวังว่าจะเป็นประโยชน์และเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้หลาย ๆ คนได้ดูแลสุขภาพ นอกจากนี้สำหรับใครที่ต้องการดูแลตัวเองอย่างครบครันและครอบคลุมก็ไม่ควรพลาด ที่จะทำประกันสุขภาพ กับ แรบบิท แคร์ ไว้ รับการดูแลอย่างดีแถมมีสิทธิประโยชน์ถูกใจ สามารถเปรียบเทียบประกันสุขภาพจากประกันชั้นนำได้ที่นี่ มีแต่ได้กับได้ คุ้มค่าแน่นอน

ที่มา


บทความแนะนำอื่นๆ : อาหารและโภชนาการ

สารให้ความหวานคืออะไร? ดีกับสุขภาพจริงหรือ? ประโยชน์จากชาอู่หลง ที่ป้องกันโรคร้ายได้จริงหรือ? แอปเปิ้ลไซเดอร์ คืออะไร ช่วยในเรื่องไหน จำเป็นต้องกินหรือไม่? เครื่องดื่มสมุนไพรให้สรรพคุณอะไรบ้าง รักษาโรคได้หรือไม่? เจาะลึก โปรตีนเกษตรดีต่อสุขภาพจริงรึเปล่า คลิก เวย์โปรตีน-โปรตีนเชค เหมือนกันไหม สำคัญยังไง ? Admit ไม่ครบ 24 ชั่วโมง เคลมประกันชดเชยรายได้ ได้ไหม? โรคภูมิแพ้ ทำประกันได้ไหม? มีข้อยกเว้นหรือไม่? รู้เท่าทันอาการ ตับแข็ง สังเกตอย่างไร ดูแลแบบไหน? ทำความรู้จัก "มะเร็งตับ" โรคร้ายใกล้ตัว ที่ต้องระวัง! เช็คให้ดี! กินอาหารแบบไหน เสี่ยงเป็นไขมันพอกตับ ภัยเงียบที่ต้องรีบรักษา

 

บทความแคร์สุขภาพ

แบบทดสอบ MBTI

แคร์สุขภาพ

MBTI คืออะไร? ช่วยให้ “รู้จักตัวเอง” มากขึ้นอย่างไร?

MBTI (Myers-Briggs Type Indicator) คือแบบทดสอบบุคลิกภาพ โดยอิงจากทฤษฎีทางจิตวิทยาของ Carl Jung เพื่อช่วยให้เข้าใจตัวเองและคนรอบข้างได้ดีขึ้น
คะน้าใบเขียว
27/02/2026
ตรวจสุขภาพ ตรวจอะไร ราคาเท่าไหร่?

แคร์สุขภาพ

รู้ให้ลึก! ก่อนตรวจสุขภาพ ตรวจอะไร ราคาเท่าไหร่?

ในปัจจุบันเทรนด์การดูแลสุขภาพกำลังมาแรง ทำให้หลายคนหันมาดูแลสุขภาพตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น ทั้งการออกกำลังกาย การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์
Tawan
24/02/2026
ปัญหาที่ควรป้องกันก่อนลูกเกิดด้วย

แคร์สุขภาพ

6 ปัญหาที่ควรป้องกันก่อนลูกเกิดด้วย ‘การฝากครรภ์’

การตั้งครรภ์ได้เปิดโอกาสให้คุณแม่สร้างสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นไปพร้อมกับการเติบโตของลูก หลายคนรู้สึกเหมือนฝันไป
Thirakan T
24/07/2025