ใช้ใจแคร์ ดูแลครบ

กฎหมายห้ามนั่งแคปมีรายละเอียดโดยสรุปอย่างไรบ้าง?

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 139 ตอนที่ 28 ก หน้า 5 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2565 เผยแพร่ประกาศพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2565) มีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 120 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2565 เป็นต้นไป โดยมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายห้ามนั่งแคปหรือติดตั้งเข็มขัดนิรภัยแคปดังต่อไปนี้

การคาดเข็มขัดนิรภัยจะบังคับเฉพาะรถที่นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน โดยผู้โดยสารทั้งแถวตอนหน้า แถวตอนหลังทุกที่นั่งต้องรัดเข็มขัดนิรภัย ในส่วนของแคปไม่ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย เพียงแต่ต้องมีผู้โดยสารไม่เกิน 3 คน เพื่อลดความแออัด และอันตรายเมื่อเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงการกำหนดความปลอดภัยสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ที่ผู้ปกครองหรือผู้ขับขี่จะต้องจัดหาที่นั่งนิรภัย (คาร์ซีท) ให้นั่งตลอดระยะเวลาที่นั่งโดยสารตามมาตรา 123 ภายใต้บังคับมาตรา 123/1 มีรายละเอียดโดยสรุปเกี่ยวกับกฎหมายห้ามนั่งแคปดังนี้

  • ผู้ขับขี่ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งตลอดเวลาในขณะขับรถยนต์
  • ผู้โดยสารที่นั่งแถวตอนหน้าและที่นั่งแถวตอนอื่น ต้องรัดร่างกายด้วย เข็มขัดนิรภัย ไว้กับที่นั่งตลอดเวลาในขณะโดยสารรถยนต์
  • ผู้โดยสารเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ
  • ผู้โดยสารที่สูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ต้องรัดร่างกายด้วย เข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่ง หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะนั่งแถวตอนใด

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่อยู่ในรถยนต์ทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสารที่นั่งแถวตอนหน้าและที่นั่งแถวตอนอื่น ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยตลอดเวลาที่โดยสารรถยนต์ เว้นแต่มีเหตุผลด้านสุขภาพอันไม่สามารถรัดร่างกายด้วย เข็มขัดนิรภัย ไว้กับที่นั่งได้ หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายห้ามนั่งแคปจะต้องถูกระวางโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท

รายละเอียดกฎหมายห้ามนั่งแคปมีอะไรบ้าง?

พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2565

มาตรา 7ให้ยกเลิกความในมาตรา 123 แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 14/2560 เรื่อง มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ลงวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2560 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

มาตรา 123 ภายใต้บังคับมาตรา 123/1 ในขณะขับรถยนต์ ผู้ที่อยู่ในรถยนต์ต้องปฏิบัติ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(1) ผู้ขับขี่ ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งตลอดเวลาในขณะขับรถยนต์
(2) คนโดยสาร

(ก) คนโดยสารที่นั่งแถวตอนหน้าและที่นั่งแถวตอนอื่น ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัย ไว้กับที่นั่งตลอดเวลาในขณะโดยสารรถยนต์

(ข) คนโดยสารที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษ สำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

(ค) คนโดยสารที่มีความสูงไม่เกินหนึ่ง 135 เซนติเมตร ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่ง หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะนั่งแถวตอนใด ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือคนโดยสารมีเหตุผลทางสุขภาพอันไม่สามารถรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งได้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง แต่บุคคลนั้นต้องมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กและที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตรายตาม (2) (ข) และวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ให้เป็นไปตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประกาศกำหนด

บทบัญญัติตามมาตรานี้มิให้ใช้บังคับกับผู้ที่อยู่ในรถสามล้อ รถบดถนน รถแทรกเตอร์ และ รถใช้งานเกษตรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และรถยนต์อื่นที่ไม่ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัย ตามที่อธิบดีกรมการขนส่งทางบกประกาศกำหนด

มาตรา 8 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 123/1 มาตรา 123/2 และมาตรา 123/3 แห่งพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 123/1 ในการใช้รถนั่งสองแถว รถบรรทุกคนโดยสารขนาดเล็กที่มีการจัดที่นั่ง ตามความยาวของรถ รถกระบะ รถกึ่งกระบะ หรือรถยนต์อื่นตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประกาศกำหนด หากได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ให้คนโดยสารที่อยู่ในรถยนต์นั้นนอกจากคนโดยสารที่นั่งแถวตอนหน้า ได้รับยกเว้นไม่ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยตามมาตรา 123

รถชนิดใดบ้างที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยตามกฎหมายห้ามนั่งแคป?

รถยนต์เก่าที่ไม่มีเข็มขัดนิรภัย หรือรถยนต์ที่จดทะเบียนก่อนวันที่ 1 มกราคม 2531 ที่ไม่สามารถติดตั้งเข็มขัดนิรภัยได้ หากจดทะเบียนก่อนวันดังกล่าว ไม่ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายห้ามนั่งแคปตามมาตรา 123 หรือ 123/1 แต่อย่างใด ในขณะที่รถกระบะที่มีการจดทะเบียนก่อนปี 2537 จะยังไม่มีผลบังคับใช้ และรถกระบะที่ไม่มีเข็มขัดนิรภัยจะมีข้อกำหนดพิจารณาแยกย่อยกันดังนี้

รถเก๋ง รถแท็กซี่ รถลีมูซีน รถกระบะ 4 ประตู

  • รถยนต์จดทะเบียนก่อน 1 มกราคม 2531 (ไม่บังคับติดตั้งเข็มขัดนิรภัย)
  • รถยนต์จดทะเบียนตั้งแต่ 1 มกราคม 2531 - 31 ธันวาคม 2553 (ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัย บริเวณที่นั่งคนขับ และที่นั่งตอนหน้า)
  • รถยนต์จดทะเบียน ตั้งแต่ 1 มกราคม 2554 (ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง)

รถ 4 ล้อเล็ก รับจ้าง (รถกะป๊อ)
รถยนต์จดทะเบียนตั้งแต่ 1 เมษายน 2555 (ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัย บริเวณที่นั่งคนขับ และที่นั่งตอนหน้า)

รถตู้ส่วนบุคคล

  • รถยนต์จดทะเบียนก่อน 1 มกราคม 2537 (ไม่บังคับติดตั้งเข็มขัดนิรภัย)
  • รถยนต์จดทะเบียนตั้งแต่ 1 มกราคม 2537 (ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัย บริเวณที่นั่งคนขับ และที่นั่งตอนหน้า)
  • รถยนต์ผลิตและนำเข้าตั้งแต่ 1 เมษายน 2555 (ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง)

รอปิคอัพ รถสองแถว
รถยนต์จดทะเบียนก่อน 1 มกราคม 2537 (ไม่บังคับติดตั้งเข็มขัดนิรภัย) รถยนต์จดทะเบียนตั้งแต่ 1 มกราคม 2537 (ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัย บริเวณที่นั่งคนขับ และที่นั่งตอนหน้า)

รถสามล้อ รถบดถนน รถแทรกเตอร์ และรถใช้งานเกษตรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และรถยนต์อื่นที่ไม่ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัย ไม่บังคับติดตั้งเข็มขัดนิรภัย

นั่งกระบะท้ายรถกระบะผิดกฎหมายห้ามนั่งแคปหรือไม่?

รถกระบะโดยทั่วไปมักจะจดทะเบียนรายการจดทะเบียนรถในคู่มือทะเบียนรถเป็น “รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล” ลักษณะ “กระบะบรรทุก” (ป้ายทะเบียนรถพื้นสีขาว ตัวอักษรสีเขียว) เพื่อใช้ในการบรรทุกสิ่งของ ไม่ใช่เพื่อใช้ในการบรรทุกผู้โดยสาร

ในขณะที่หากจดทะเบียนรายการจดทะเบียนรถในคู่มือทะเบียนรถเป็น “รถนั่งส่วนบุคคลมีที่นั่งมากกว่า 7 ที่นั่ง ” (ป้ายทะเบียนรถพื้นสีขาว ตัวอักษรน้ำเงิน) โดยต่อเติมหลังคาและมีที่นั่งชัดเจน จะนำมาใช้บรรทุกสิ่งของไม่ได้

สำหรับเจ้าของรถกระบะที่ต้องการใช้บรรทุกผู้โดยสาร ต้องนำรถต่อเติมหลังคาปิดพร้อมติดตั้งที่นั่ง 2 แถว และนำรถยนต์จดทะเบียนต่อกรมการขนส่งทางบกเป็นรถโดยสารสาธารณะ 7 ที่นั่งขึ้นไป แต่ไม่เกิน 12 ที่นั่ง และต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง หากเป็นรถยนต์จดทะเบียน ตั้งแต่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป จึงจะถือว่าไม่ผิดกฎหมายห้ามนั่งแคป

ดังนั้นแล้ว เมื่อนำมารถบรรทุกส่วนบุคคลมาใช้ในการบรรุทุกผู้โดยสาร หรือนั่งโดยสารในส่วนของกระบะท้ายจึงถือเป็นความผิดตามกฎหมายห้ามนั่งแคป เนื่องจากเป็นการใช้รถไม่ตรงตามประเภทที่จดทะเบียนไว้ ตามพระราชบัญญัติ รถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 21 ซึ่งมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท ตามพระราชบัญญัติ รถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 60 รวมถึงจะไม่ได้รับความคุ้มครองจากประกันรถยนต์ร่วมด้วย โดยมีรายละเอียดข้อบังคับและบทลงโทษตามกฎหมายดังต่อไปนี้

พระราชบัญญัติ รถยนต์ พ.ศ. 2522
มาตรา 21 ระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถไม่ตรงตามประเภทที่จดทะเบียนไว้ เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) การใช้รถยนต์บริการธุรกิจ รถยนต์บริการทัศนาจร หรือรถจักรยานยนต์สาธารณะในกิจการส่วนตัว
(2) การใช้รถยนต์สาธารณะในกิจการส่วนตัว โดยมีข้อความแสดงไว้ที่รถนั้นให้เห็นได้ง่ายจากภายนอกว่าใช้ในกิจการส่วนตัว
(3) การใช้รถยนต์สาธารณะบรรทุกของที่ติดตัวไปกับผู้โดยสาร
(3/1) การใช้รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักรถไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัม เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน หรือใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเป็นรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล
(4) ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง


มาตรา 60 ระบุว่า ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม … มาตรา 21 … ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท

ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของเรา