ภาษีหุ้นต่างประเทศต้องเสียยังไง? ยุ่งยากไหมนะ?

คะน้าใบเขียว
ผู้เขียน: คะน้าใบเขียว Published: กุมภาพันธ์ 24, 2025
คะน้าใบเขียว
คะน้าใบเขียว
นักเขียนมืออาชีพด้านการเงิน ประกัน และสุขภาพ | Finance, Insurance & Health Content Expert จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาภาษาเพื่อการสร้างสรรค์สื่อ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีประสบการณ์มากกว่า 9 ปี ในการเขียนบทความด้านการเงิน ประกันชีวิต และประกันสุขภาพ โดยเริ่มต้นที่ Rabbit Finance จากนั้นย้ายมาทำงานที่ Rabbit Care และ Asia Direct เป็นนักเขียนที่รักการอ่าน และมีความหลงใหลในเนื้อหาด้านการบริหารเงิน สินเชื่อ บัตรเครดิต และประกัน ที่ผลิตผลงานเขียนด้วยความลึกซึ้ง การตรวจสอบข้อมูลที่รอบคอบ และเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผ่านประสบการณ์ในการแก้ไขและจัดการเนื้อหา (editorial experience) ทำให้บทความของผมน่าเชื่อถือ มีคุณค่าสำหรับผู้อ่าน และติด Google Search Results
Nok Srihong
ตรวจทาน: Nok Srihong Last edited: กุมภาพันธ์ 22, 2025
Nok Srihong
Nok Srihong
จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาการจัดการการเงิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีประสบการณ์กว่า 6 ปี ในวงการฟินเทชและการเงินส่วนบุคคล โดยเฉพาะบัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และรีไฟแนนซ์ ผ่านการเขียนคอนเทนต์ให้ Rabbit Care และ Asia Direct (6+ ปี) เน้นรีวิวผลิตภัณฑ์ สิทธิประโยชน์บัตรเครดิต และกลยุทธ์บริหารหนี้ ก่อนหน้านี้ ทำงานในอุตสาหกรรม OTA ชั้นนำอย่าง Laterooms.com และ Expedia.com (12 ปี) ซึ่งเสริมทักษะการวางแผนทางการเงินต่อทริป และยังเชี่ยวชาญการเลือกประกันการเดินทางที่คุ้มค่าและคุ้มครองชีวิตตลอดทริปสำหรับนักเดินทาง
ภาษีหุ้น

เรื่องภาษีนั้นฟังดูเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ลำพังแค่การเสียภาษีรายได้ธรรมดาก็หัวหมุนจะแย่ แบบนี้จะจัดการกับภาษีที่ลงทุนในหุ้นได้อย่างไหร่บ้างนะ โดยเฉพาะการจ่ายภาษีหุ้นอเมริกายุ่งยากไหม? ควรเดินหน้าเทรดหุ้นต่อ หรือพอแค่นี้ดี? ไม่ต้องกังวลไป วันนี้ แรบบิท แคร์ เอาข้อมูลเกี่ยวกับภาษีทั้งในและต่างประเทศมาฝากกัน!

ภาษีหุ้น คืออะไร? ใครบ้างที่ต้องเสียภาษี?

ภาษีหุ้น คือ ภาษีธุรกิจเฉพาะที่เกิดขึ้นจากการขายหลักทรัพย์หรือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ภาษีที่นักลงทุนต้องชำระเมื่อมีรายได้จากการลงทุนในหุ้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นในหลายรูปแบบ เช่น กำไรจากการขายหุ้น, เงินปันผล และรายได้จากการถือครองหรือเทรดหลักทรัพย์ต่างประเทศ

แต่ก็มีการยกเว้นในคนบางกลุ่มที่ไม่ต้องเสียภาษีขายหุ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มผู้ขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ และหน่วยงานอีกหลายส่วนที่มีบทบาทหน้าที่ในการดูแลสภาพคล่องในตลาดหลักทรัพย์ ได้แก่

  • ผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) ที่ได้ขึ้นทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่จะไม่เสียภาษีขายหุ้นเมื่อมีการขายหลักทรัพย์ที่บุคคลนั้นเป็นผู้ดูแลสภาพคล่อง ซึ่งคนกลุ่มนี้จะเป็นผู้ที่ทำให้เกิด “สภาพคล่องในตลาด” ทำให้ตลาดมีการเคลื่อนไหว เกิดการซื้อขายกัน
  • สำนักงานประกันสังคม
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)
  • กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
  • กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund)
  • กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
  • กองทุนรวมที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวมแก่สำนักงานประกันสังคม หรือกองทุนที่ได้กล่าวไว้าข้างต้น

นอกจากนี้ ภาษีหุ้นจะสามารถแบ่งออกได้ 2 แบบ คือ ภาษีหุ้นที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทย และภาษีหุ้นที่เกิดจากต่างประเทศ ซึ่งเราจะอธิบายในส่วนอื่นต่อไป

ประเภทภาษีที่เกี่ยวข้องกับซื้อหุ้นต่างประเทศ

ซื้อหุ้นต่างประเทศ เสียภาษียังไง? หรือถ้าลงทุนหุ้นในประเทศตัวเองจะเสียภาษีเหมือนกันไหม? ทั้งนี้การเสียภาษีหุ้นนั้นสามารถเข้าใจได้ง่าย ๆ คือ เมื่อเกิดกำไรจากการซื้อขายหุ้น ทางภาครัฐจะถือเป็นเงินรายได้เช่นเดียวกับเงินเดือน หรือรายได้จากการประกอบอาชีพ ทั้งนี้ภาษีหุ้นจะสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้

ภาษีกำไรจากการขายหุ้น

  • ในประเทศไทย : โดยทั่วไป บุคคลธรรมดาไม่ต้องเสียภาษีกำไรจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ (SET) หากเทรดผ่านบัญชีในประเทศ แต่หากเทรด หุ้นต่างประเทศ (เช่น NYSE, NASDAQ) กำไรต้องรวมเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า
  • ในต่างประเทศ : ประเทศอย่างสหรัฐฯ มีการเก็บภาษีจากนักลงทุนต่างชาติผ่านระบบหัก ณ ที่จ่าย (บางกรณี) เช่น 30% หากไม่มีการยื่นแบบฟอร์มลดหย่อนภาษี (เช่น W-8BEN)

ภาษีจากเงินปันผล

  • ในไทย : ปันผลจากบริษัทจดทะเบียนใน SET ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% แต่สามารถเลือกวิธี “เครดิตภาษีเงินปันผล” ได้เมื่อยื่นแบบภาษีประจำปี
  • หุ้นต่างประเทศ : เช่น หุ้นสหรัฐฯ จะมี ภาษีปันผลหัก ณ ที่จ่าย 30% หากไม่มีการยื่นเอกสาร W-8BEN (หรือหัก 10-15% เมื่อยื่นแล้ว)

ภาษีจากการลงทุนหุ้นต่างประเทศ

  • นักลงทุนไทยที่ซื้อหุ้นผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศ ต้อง นำรายได้กลับมายื่นเสียภาษีกับกรมสรรพากรไทยด้วย (ถ้ามีกำไร) ตามมาตรา 40(4) ด้วย
  • หากมีกำไรจากการขายหรือปันผล ต้องรวมเป็น “เงินได้พึงประเมิน” แล้วเสียภาษีตามขั้นเงินได้ 

ซึ่งเราสามารถสรุปเป็นตารางได้ง่าย ๆ ดังนี้

ประเภทรายได้หุ้นไทย (SET)หุ้นต่างประเทศ
กำไรจากขายหุ้นไม่เสียภาษีเสียภาษีตามขั้นบันได
เงินปันผลหัก ณ ที่จ่าย 10%หัก ณ ที่จ่าย 10–30% แล้วแต่ประเทศ
รายงานภาษีไม่ต้องรายงานหากเทรดในประเทศจำเป็นต้องรายงานและยื่นภาษีปลายปี

ทั้งนี้ หากไม่มั่นใจในเรื่องของการลงทุน หรือการเสียภาษีหุ้นต่างประเทศ แนะนำให้เลือกใช้บริการที่ปรึกษาภาษีหากลงทุนในหลายประเทศ รวมถึงควรเก็บหลักฐานการซื้อขายและปันผลให้ครบถ้วน สำหรับการยื่นภาษีปลายปี เพื่อป้องกันเอกสารตกหล่น ขาดหาย หรือเกิดปัญหาในอนาคตเผื่อเอาไว้ด้วย

มีอะไรบ้างที่นักลงทุนไทยควรรู้ กับการจ่ายภาษีหุ้นสหรัฐ

หลังจากที่ทุกคนได้เรียนรู้เรื่องภาษีหุ้นกันไปบ้างแล้ว เราคงปฎิเสธไม่ได้เลยว่า การลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่นักลงทุนไทยค่อนข้างมาก ด้วยโอกาสในการเข้าถึงหุ้นของบริษัทชั้นนำระดับโลก อย่าง Apple, Microsoft, Amazon หรือ Tesla

อย่างที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้น ตามหลักการของกรมสรรพากรไทย หากนักลงทุนไทยที่มีรายได้จากการลงทุนต่างประเทศ เช่น ปันผล หรือขายหุ้นได้กำไร ต้องนำรายได้เหล่านี้ มารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากมีการนำเงินกลับเข้าประเทศภายในปีเดียวกันที่เกิดรายได้

ล่าสุดมีข้อกำหนดเอาไว้ว่า ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา กรมสรรพากรไทยเริ่มเข้มงวดกับภาษีหุ้นต่างประเทศมากขึ้น และมีการปรับกฎเกณฑ์ให้ครอบคลุมถึงการลงทุนผ่านบัญชีต่างประเทศ รวมไปถึงการนำเงินเข้าประเทศด้วย โดยเราสามารถทำความเข้าใจ ภาษีหุ้น US กันได้ดังนี้

ภาษีจากเงินปันผล (Dividend Tax)

หากได้รับเงินปันผลจากบริษัทในสหรัฐฯ จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายอัตโนมัติในอัตรา 30% ตามข้อกำหนดของ IRS (Internal Revenue Service) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาษีของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีสนธิอนุสัญญาภาษี (Double Tax Agreement – DTA) กับสหรัฐฯ จึงสามารถลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจาก 30% เหลือ 15% ได้ หากกรอกแบบฟอร์ม W-8BEN ให้กับโบรกเกอร์ที่ใช้ เพื่อขอลดภาษีปันผล

ภาษีกำไรจากการขายหุ้น (Capital Gains Tax)

สำหรับนักลงทุนต่างชาติจะไม่ต้องเสียภาษี capital gain เมื่อขายหุ้นในตลาดสหรัฐฯ แล้วได้กำไร ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบหนึ่งของนักลงทุนต่างชาติอย่างเรา ๆ ที่ต้องการไปลงทุน

ที่สำคัญคือต้องระวังการภาษีจากการลงทุนหุ้นสหรัฐซ้ำซ้อน หาก “เงินปันผล” หรือ “ดอกเบี้ยเงินฝาก” มีการเสียภาษีที่ต่างประเทศแล้ว เช่น สหรัฐฯ เสีย 30% แต่ถ้าหากลงทะเบียน W-8BEN เพื่อรับรองว่าเราไม่ได้เป็นบุคคลสัญชาติอเมริกัน และไม่ได้ประกอบธุรกิจใด ๆ ในสหรัฐฯ จะเสียภาษีที่ 15% แต่ไม่ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง แม้จะอยู่ไทยมากกว่า 180 วันก็ตาม

ทั้งนี้ อย่าลืมขอหนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย หากคุณต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในไทย หรือใช้ประกอบการยื่นภาษีอย่างถูกต้องจากโบรกเกอร์ที่คุณใช้งาน หรือเลือกโบรกเกอร์ที่ให้บริการแบบครบวงจร มีการกรอก W-8BEN ให้อัตโนมัติ และให้เอกสารภาษีครบถ้วนก็จะช่วยลดภาระส่วนนี้ลงได้

ภาษีหุ้นต่างประเทศ

แล้วแบบนี้ การลงทุนหุ้นต่างประเทศยังน่าทำไหม?

หลังจากมีข่าวเกี่ยวกับการปรับรูปแบบการจัดเก็บภาษีที่รวมถึงรายได้จากการลงทุนในต่างประเทศ หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ยังควรลงทุนหุ้นต่างประเทศอยู่หรือไม่? คำตอบคือ “ยังน่าสนใจ” อยู่

การลงทุนในต่างประเทศช่วยเปิดโลกของการลงทุนให้กว้างขึ้น นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในธุรกิจระดับโลกที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเทคโนโลยี การแพทย์ การศึกษา หรือภาคนวัตกรรมอื่น ๆ ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจที่เราคุ้นเคยในตลาดไทย ทั้งยังเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้นในระยะยาว

นอกจากนี้ การลงทุนในต่างประเทศยังเป็นวิธีที่ดีในการ กระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน เพราะไม่ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศเพียงอย่างเดียว

แม้การเปลี่ยนแปลงเรื่องภาษีจะมีผลต่อกลยุทธ์การลงทุน แต่นักลงทุนอย่างเรา ๆ ก็สามารถปรับตัวได้ ซึ่งเราสามารถวางแนวทางในการบริหารภาษได้ ดังนี้

  • เงินปันผล/ดอกเบี้ย ให้เสียภาษีตั้งแต่ต้นทางในอัตราที่ต่ำกว่าฐานภาษีเรา
  • ต้องไม่ลืมเคลมคืนผ่านเครดิตภาษี หากเสียภาษีที่ต่างประเทศในอัตราที่สูงกว่าฐานภาษีในไทยไปแล้ว
  • ศึกษาเรื่องอนุสัญญาภาษี เพื่อที่จะได้ไม่เสียภาษีซ้ำซ้อนกับประเทศนั้น ๆ เช่น สหรัฐฯ
  • ขายหุ้นหรือ ETF เมื่ออยู่ไทยไม่ถึง 180 วัน
  • ETF บางตัว มีให้ลงทุนผ่านกองทุน Index ในไทย ให้เลือกลงทุนผ่านกองทุน Index แทนเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียภาษี Realized Gain และภาษีปันผล
  • บางคนอาจเลือกซื้อกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ หรือ DR หรือ DRx แทนการซื้อหลักทรัพย์จากต่างประเทศ
  • แยกพอร์ตลงทุนระหว่างในประเทศและต่างประเทศ เพื่อบริหารภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ที่สำคัญ อย่าลืมอัพเดทข้อมูลเรื่องภาษีจากการลงทุนหุ้นสหรัฐอย่างสม่ำเสมอ เพราะกฎหมายภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลงทุกปี หรือแม้แต่การวางแผนพอร์ตระยะยาวให้สอดรับกับภาษีที่เปลี่ยนไป ซึ่งหากการลงทุนยังให้ผลตอบแทนที่ดี ก็สามารถชดเชยภาษีได้โดยไม่กระทบต่อรายได้ในภาพรวมได้เช่นกัน

ค่าธรรมเนียมซื้อขายหุ้น US คืออะไร? ต้องจ่ายค่าอะไรบ้าง?

ไม่เพียงแต่ภาษีเท่านั้นที่เราจะต้องจ่ายเมื่อได้กำไร แต่การลงทุนในหุ้น US เองก็มีเรื่องค่าธรรมเนียมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน โดยค่าธรรมเนียมที่เราควรรู้ไว้เพื่อนำไปวางแผนการลงทุน จะมีดังนี้ 

ค่าคอมมิชชัน ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์ที่ใช้ และบางโบรกเกอร์ ไม่มีค่าคอมมิชชัน แต่โบรกเกอร์ที่รองรับนักลงทุนไทยมักมีค่าคอมมิชชัน เช่น $0.99–$4.99 ต่อรายการเทรด และบางรายคิดตามจำนวนหุ้น) หรือคิดเป็น 0.1% – 0.25% ของมูลค่าการซื้อขาย อย่างที่ Webull เอง ก็มีค่าธรรมเนียมต่ำเพียง 0.10% ให้ทุกการเทรดของคุณคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

ค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงิน โดยธนาคารหรือโบรกเกอร์จะคิด ส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 0.5% – 1.5% ดังนั้นเพื่อประยชน์สูงสุดของผู้เทรด ควรตรวจสอบเรตแลกเปลี่ยนล่วงหน้าเสมอ

ค่าธรรมเนียมโอนเงิน หากโอนเงินข้ามประเทศ อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากธนาคาร ประมาณ 300 – 1,500 บาท/ครั้ง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับช่องทางและธนาคารที่ใช้ 

ค่าธรรมเนียมฝาก/ถอนจากโบรกเกอร์ บางโบรกเกอร์ไม่มีค่าใช้จ่ายในการฝากหรือถอน แต่บางรายอาจมีค่าธรรมเนียม เช่น $5–$20 ต่อการถอนเงิน

ค่าธรรมเนียมดูแลบัญชี บางแแห่งจะมีเรียกเก็บรายปีหรือรายเดือน เช่น $10/ปี หรือ $1/เดือน และในบางโบรกเกอร์ให้บริการฟรี

เพียงเท่านี้ การเสียภาษีหุ้นต่างประเทศก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากอีกต่อไป ที่สำคัญอย่าลืมอัพเดทข้อมุลการเสียภาษีทุกปี เนื่องจากแต่ละปีอาจมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การเสียภาษีนั่นเอง และใครที่กำลังมองหาโบรกเกอร์ชั้นนำรายแรกของสหรัฐฯ ที่ได้รับใบอนุญาตในประเทศไทย และได้รับใบอนุญาตซื้อขายหลักทรัพย์ใน 15 ภูมิภาคทั่วโลก ต้องนี่เลย Webull ที่ช่วยให้คุณเทรดหุ้นได้อย่างเรียลไทม์ ค่าธรรมเนียมต่ำ ที่สำคัญ ช่วยให้คุณประหยัดภาษีเงินปันผลจาก 30% เหลือ 15% และกรอกภาษีง่ายผ่านแอป! คลิกเลย!

สรุป

ภาษีกำไรจากการขายหุ้นเมื่อซื้อหุ้นผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศ ต้อง นำรายได้กลับมายื่นเสียภาษีกับกรมสรรพากรไทยด้วย (ถ้ามีกำไร) ตามมาตรา 40(4) ด้วย หลักๆ ให้ระวังเรื่อง ภาษีเงินปันผล ที่จะถูกหักจากประเทศต้นทาง ส่วนกำไรจากการขายหุ้นต่างประเทศยังไม่ต้องเสียภาษีในไทย (ณ ปัจจุบัน) ทั้งนี้ กฎหมายภาษีมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ดังนั้นจึงควรตรวจสอบรายปีทุกครั้งเพื่ออัพเดทกฎนั่นเอง

ที่มา

บทความแคร์การลงทุน

หุ้น etf คือ

แคร์การลงทุน

หุ้น ETF คืออะไร? คู่มือมือใหม่ลงทุนง่าย ๆ เข้าใจใน 5 นาที

หุ้น ETF คืออะไรกันนะ มาลองทำความเข้าใจกันให้มากขึ้นก่อนเริ่มการลงทุนครั้งใหม่ดีกว่า แล้วสรุปว่ามีทั้งหมดกี่แบบ? ตัวไหนปันผล?
Natthamon
02/12/2025
หุ้น w

แคร์การลงทุน

หุ้น W คืออะไร? มือใหม่ควรรู้ก่อนลงทุนหุ้น Warrant

นักลงทุนมือใหม่อาจสนใจ หรือเคยได้ยินเรื่องของ หุ้น Warrant กันมา ไม่มากก็น้อย นอกจากจะพบได้บ่อยในตลาดหุ้น ยังถือเป็นคำที่นักลงทุนทั้งหลายอาจจะสนใจ
Natthamon
02/12/2025
หุ้น VOO

แคร์การลงทุน

หุ้น VOO กองทุนดัชนีที่นักลงทุนทั่วโลกนิยม

ลองมาทำความรู้จักกับ  หุ้น VOO อีกหนึ่งกองทุนรวมดัชนีที่น่าสนใจจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำไมถึงน่าสนใจ? และนัดลงทุนทั่วทั้งโลกถึงได้นิยมกันนะ? วันนี้ แรบบิท แคร์
Nok Srihong
04/11/2025