แคร์การเงิน

เงินในบัญชีหายต้องทำอย่างไร? รวมสาเหตุ วิธีแก้ และวิธีป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

ผู้เขียน : กองบรรณาธิการ

ทีมกองบรรณาธิการ กลุ่มนักเขียนผู้มีประสบการณ์ด้านรถยนต์ การเงิน และประกันภัย ของ แรบบิท แคร์ ที่เปิดดำเนินการมาแล้วมากกว่า 10 ปี

close
Facebook iconIG iconlinkedin iconYoutube icon
 
 
Published: August 17,2022
เงินในบัญชีโดนแฮก

ทุกวันนี้เราสามารถซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ ทางออนไลน์ได้ง่ายขึ้น แต่ความสะดวกสบายนี้ก็มีอันตรายที่แฝงอยู่เช่นกัน สำหรับใครที่พบปัญหาเงินในบัญชีหายโดยไม่รู้ตัวและต้องการทราบว่าสามารถแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้าง แรบบิท แคร์ได้รวบรวมสาเหตุของปัญหา วิธีการแก้ วิธีการอายัดบัตร และวิธีการป้องกันไม่ให้เงินในบัญชีหายในอนาคตมาฝาก

  
เปรียบเทียบบัตรเครดิตที่ใช่ สมัครเลย!
icon angle up or down

สามารถเลือกได้มากกว่า 1 ข้อ

เด็กจบใหม่ รักการท่องเที่ยว รักการช้อปปิ้ง รักความหรูหรา รักสุขภาพ รักการกิน
  

สาเหตุที่อาจทำให้เงินในบัญชีหาย

ในปัจจุบันภัยอันตรายในโลกออนไลน์มีหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น การหลอกถามข้อมูลส่วนตัวและรหัสผ่านทางโทรศัพท์ การใช้เว็บไซต์ปลอมหลอกเอาข้อมูล การส่งอีเมลแอบอ้างเป็นธนาคาร การแฮกข้อมูลจากแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าในช่วงปีที่ผ่านมาสาเหตุของการตัดเงินที่ผิดปกติผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตมักเกิดจากการที่มิจฉาชีพสุ่มข้อมูลบัตรและนำไปสวมรอยทำธุรกรรมผ่านร้านค้าออนไลน์ต่างประเทศที่ไม่มีการใช้รหัส OTP (One-Time Password) โดยเริ่มจากจำนวนเงินน้อย ๆ ก่อน แล้วเมื่อพบเลขบัตรที่สามารถใช้งานได้ ก็จะใช้เลขบัตรนั้นทำธุรกรรมที่วงเงินสูงขึ้นต่อไป

วิธีแก้ปัญหาเงินในบัญชีหาย

  1. ตรวจสอบก่อนว่าเงินในบัญชีหายจริงหรือไม่ เพราะบางคนอาจเคยสมัครใช้บริการที่เรียกเก็บเงินเป็นรายเดือนหรือรายปีไว้ ทำให้มีการหักเงินออกจากบัญชีโดยอัตโนมัติ หรือบางครั้งธนาคารอาจเก็บค่าธรรมเนียมบัตร ค่าธรรมเนียมการรักษาบัญชีที่ไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน หรือค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดเข้าใจผิดว่าเงินในบัญชีหายไป ดังนั้นจึงควรตรวจสอบให้รอบคอบก่อนว่าเงินหายไปจริงก่อนทำขั้นตอนถัดไป
  2. เมื่อมั่นใจแล้วว่าเงินหายออกจากบัญชีจริง ให้รีบแจ้งอายัดบัตรเดบิตหรือบัตร ATM ที่ผูกกับบัญชีดังกล่าวทันที หรือหากพบว่ามีการเรียกเก็บเงินที่ผิดปกติบนบัตรเครดิต ก็ให้รีบทำการอายัดบัตรกับธนาคารผู้ออกบัตรเช่นกัน
  3. ในกรณีบัตรเดบิตหรือบัตร ATM อีกขั้นตอนหนึ่งที่สามารถทำได้คือการโอนเงินที่เหลือออกจากบัญชีให้หมด เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพถอนเงินออกเพิ่มอีกได้
  4. ยกเลิกการผูกบัญชีและผูกบัตรต่าง ๆ ออนไลน์ เพราะเราไม่สามารถทราบได้ว่าข้อมูลบัญชีหรือบัตรของเราหลุดมาจากช่องทางใด ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ให้ยกเลิกการผูกบัญชีหรือบัตรในแอปพลิเคชันหรือบริการต่าง ๆ บนออนไลน์ทั้งหมดไว้ก่อน รวมถึงเปลี่ยนรหัสผ่านของอีเมลและแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องกับบัญชีดังกล่าวด้วย
  5. ตรววจสอบรายการใช้จ่ายทั้งหมดในบัญชีนั้นเพื่อรวบรวมหลักฐาน แล้วนำรายการเดินบัญชีที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ สมุดบัญชีธนาคาร และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ไปแจ้งความเพื่อดำเนินเรื่องต่อไป
  6. ติดต่อธนาคารเพื่อแจ้งปฏิเสธการทำรายการ โดยนำใบแจ้งความและหลักฐานต่าง ๆ ไปยื่นให้กับธนาคารเพื่อให้ทางธนาคารดำเนินการต่อไป หากตรวจสอบได้ว่ามีมิจฉาชีพสวมรอยนำข้อมูลไปทำธุรกรรมโดยมิชอบจริง ธนาคารอาจดำเนินการคืนเงินให้ในกรณีบัตรเดบิต สำหรับบัตรเครดิต ธนาคารจะยกเลิกรายการให้โดยผู้เสียหายจะไม่จำเป็นต้องชำระยอดเงินดังกล่าว
บัญชีโดนแฮก

วิธีอายัดบัตร

การอายัดบัตรคือการระงับการใช้บัตร ATM บัตรเดบิต หรือบัตรเครดิตชั่วคราว ซึ่งจะทำให้มิจฉาชีพไม่สามารถทำธุรกรรมโดยใช้บัตรดังกล่าวอีกได้หากไม่มีการปลดล็อกโดยธนาคารที่ออกบัตร เราสามารถทำการอายัดบัตรได้หลายวิธี เช่น

  1. การอายัดบัตรผ่านแอปพลิเคชัน

ในขณะนี้ แอปพลิเคชันของธนาคารหลายแห่งให้เราสามารถอายัดบัตรหรือระงับการใช้บัตรชั่วคราวผ่านแอปพลิเคชันได้โดยตรง เช่น แอปพลิเคชัน K PLUS ของธนาคารกสิกรไทย หรือแอปพลิเคชัน ttb touch ของธนาคารทีเอ็มบีธนชาต

  1. การอายัดบัตรผ่าน Call Center

Call Center ของธนาคารผู้ออกบัตร ATM บัตรเดบิต หรือบัตรเครดิตให้บริการรับแจ้งอายัดบัตรทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว การอายัดบัตรผ่าน Call Center จึงเป็นวิธีที่สะดวกและรวดเร็วโดยไม่ต้องรอให้ธนาคารเปิดก่อน

  1. การอายัดบัตรที่สาขา

สำหรับใครที่ต้องการสอบถามข้อมูลและรับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่โดยตรง ก็สามารถไปที่สาขาของธนาคารในเวลาทำการเพื่ออายัดบัตรได้เช่นกัน

วิธีป้องกันไม่ให้เงินในบัญชีหาย

เมื่อเกิดเหตุการณ์เงินในบัญชีหาย นอกจากจะมีความเสี่ยงที่เราจะไม่ได้เงินคืนแล้ว ก็ยังทำให้เกิดความยุ่งยากอื่น ๆ ตามมาด้วย ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือควรลดความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้เงินในบัญชีหายตั้งแต่แรกด้วยวิธีการต่อไปนี้

  1. ตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบัญชีอย่างสม่ำเสมอ

ถ้าเป็นไปได้ ควรใช้บริการแจ้งเตือนของธนาคารเพื่อตรวจสอบยอดเงินเข้า-ออกจากบัญชี โดยธนาคารส่วนใหญ่มีบริการแจ้งเตือนผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น อีเมล, SMS, LINE หรือแอปพลิเคชันของธนาคาร หากมีคนทำธุรกรรมผ่านบัญชีหรือบัตรของเรา การแจ้งเตือนดังกล่าวจะช่วยให้เรารู้ตัวได้เร็วที่สุด นอกจากนี้ สำหรับคนที่มีบัญชีธนาคารหลายบัญชี ควรตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบัญชีเป็นประจำ อย่าปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่เช็กยอดเงิน เพราะถ้าเงินในบัญชีหายไปเป็นเวลานานแล้วแต่เราไม่ทราบ ก็จะทำให้ตามเรื่องได้ยากขึ้น

  1. ระมัดระวังการผูกบัตรในการทำธุรกรรม 

ไม่ควรผูกบัญชีธนาคารหรือบัตรเดบิตเพื่อทำธุรกรรมออนไลน์เว้นแต่จะมีความจำเป็นจริง ๆ เพราะบัตรเดบิตจะถูกตัดเงินทันทีเมื่อมีการใช้จ่าย ต่างจากบัตรเครดิตซึ่งยังมีระยะเวลาในการร้องเรียนหรือยกเลิก สำหรับการผูกบัตรเครดิต ควรเลือกผูกบัตรกับแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือหรือมีการส่งรหัส OTP เพื่อยืนยันการทำธุรกรรม

  1. จำกัดวงเงินการทำธุรกรรมหรือเปิด/ปิดการใช้งานของบัตรเมื่อจำเป็น

เราสามารถจำกัดวงเงินการทำธุรกรรมต่าง ๆ ทั้งการถอน การโอน การจ่ายบิลต่าง ๆ ในบัญชีธนาคารและบัตรเดบิตได้ โดยควรตั้งให้เป็นจำนวนที่น้อยเพื่อลดความเสียหายหากเกิดการแฮก หรือถ้าหากไม่ต้องการใช้บัตรในบางช่วงเวลา ก็สามารถปิดการใช้งานของบัตรชั่วคราวไว้ก่อนได้ 

  1. อย่าหลงกลบอกข้อมูลส่วนตัวผ่านทางโทรศัพท์หรือช่องทางอื่น

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นธนาคาร บริษัทขนส่ง หรือตำรวจเพื่อหลอกให้โอนเงินหรือบอกข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลบัตรเครดิต โดยปกติแล้วธนาคารจะไม่มีนโยบายติดต่อไปสอบถามข้อมูลส่วนตัวและรหัสของลูกค้า ดังนั้น หากมีคนติดต่อมาเพื่อขอข้อมูลส่วนตัว ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพและหาทางตรวจสอบข้อมูลที่กล่าวอ้างผ่านข่องทางอื่น เช่น หากมีคนติดต่อมาว่าบัตรเครดิตถูกระงับ ให้ตรวจสอบแอปพลิเคชันของธนาคารหรือโทรหา Call Center ด้วยหมายเลขติดต่ออย่างเป็นทางการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

แก๊งคอลเซ็นเตอร์
  1. ระวังการเข้าเว็บไซต์ปลอม

ฟิชชิงคือการแอบอ้างเป็นเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่น่าเชื่อถือโดยใช้เว็บไซต์ปลอมที่หน้าตาคล้ายกันมากจนทำให้เราไม่ทันสังเกตและหลอกให้กรอกข้อมูลสำคัญอย่างอีเมล รหัสผ่าน หมายเลขบัตรเครดิตลงในเว็บไซต์นั้น ซึ่งจะทำให้มิจฉาชีพนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ต่อได้ ดังนั้น ก่อนจะคลิกลิงก์ใดก็ตาม ควรตรวจสอบที่มาของเว็บไซต์อย่างละเอียดว่าเป็นเว็บไซต์ของจริงหรือไม่ และระมัดระวังในการกรอกข้อมูลส่วนตัวในโลกออนไลน์อยู่เสมอเมื่อเรามั่นใจแล้วว่าสามารถดูแลความปลอดภัยของบัญชีและบัตรต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เงินในบัญชีหายโดยไม่รู้ตัวได้แล้ว เราก็สามารถซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ ทางออนไลน์ได้อย่างสบายใจมากขึ้น

สำหรับใครที่สนใจเปิดบัตรเครดิตไว้ใช้สักใบแต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน แรบบิท แคร์มีบริการเปรียบเทียบบัตรเครดิตให้คุณเลือกบัตรเครดิตที่เหมาะกับคุณที่สุดได้ง่าย ๆ


 

บทความแคร์การเงิน

Rabbit Care Blog Image 90909

แคร์การเงิน

กู้ซื้อคอนโดดีไหม ? ข้อดีและข้อเสียของการซื้อคอนโด

ควรตัดสินใจซื้อคอนโดเป็นของตัวเองดีหรือไม่ ? ปัญหากวนใจของหลายคนซึ่งอยากที่จะมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองโดยที่ไม่ต้องเช่าซื้ออีกต่อไป
คะน้าใบเขียว
04/07/2024
Rabbit Care Blog Image 90795

แคร์การเงิน

สุขภาพทางการเงินสำคัญอย่างไร จะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีสุขภาพทางการเงินที่ดี

แน่นอนว่าในเรื่องของสุขภาพทางการเงินนั้นถือเป็นเรื่องที่เราต่างก็พอทราบกันอยู่บ้าง ว่าควรจะดูแลสุขภาพทางการเงินของตนเองให้ดีอยู่เสมอ
คะน้าใบเขียว
20/06/2024
Rabbit Care Blog Image 89494

แคร์การเงิน

ไฟแนนซ์ คืออะไร จัดไฟแนนซ์รถ รีไฟแนนซ์บ้าน ทำได้อย่างไรบ้าง

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า จัดไฟแนนซ์ ขอไฟแนนซ์ หรือขอสินเชื่อกันมาพอสมควร แต่อาจจะยังไม่เข้าใจรายละเอียดเรื่องการจัดไฟแนนซ์ ว่ามีขั้นตอนอย่างไร
Thirakan T
11/04/2024