ใช้ใจแคร์ ดูแลครบ

วิธีการคิดดอกเบี้ยมีกี่แบบดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

  • อนุมัติไว วงเงินสูง เอกสารไม่ยุ่งยาก
  • ใช้ได้ทุกวัตถุประสงค์ ตามความต้องการ
  • สมัครออนไลน์ของแต่ละสถาบันการเงินที่นี่ได้เลย
สานทุกฝันให้เป็นจริง

การคิดดอกเบี้ยคืออะไร? มีกี่แบบ?

ดอกเบี้ยเงินกู้ คือ เงินตอบแทนที่ผู้ปล่อยกู้ได้จากผู้ขอกู้ โดยการคิดดอกเบี้ยนั้น สามารถแบ่งชนิดของดอกเบี้ยเงินกู้ได้ ดังนี้

การคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ หมายถึง สินเชื่อหรือเงินกู้ที่จะทำคิดอัตราดอกเบี้ยมาให้อย่างเสร็จสรรพตั้งแต่วันที่เริ่มเซ็นสัญญา และจะนำไปเฉลี่ยในค่างวดที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน พบได้บ่อยในการคิดดอกเบี้ยจากบัตรเครดิต, สินเชื่อส่วนบุคคล

การคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก คือ สินเชื่อหรือในรูปแบบที่เมื่อเงินต้นลดลง อัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็จะลดลงไปตาม ซึ่งในการผ่อนชำระค่างวดแต่ละครั้งก็จะมีการคิดค่างวดที่แตกต่างกันออกไปตามจำนวนของเงินต้นที่เหลืออยู่ พบได้บ่อยในการคิดดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน เป็นต้น

การคิดดอกเบี้ยแบบลอยตัว คือ อัตราดอกเบี้ยจะเปลี่ยนแปลงไปตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแต่ละช่วงเวลา โดยทั่วไปธนาคารจะใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำอย่าง MLR (อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ธนาคารกำหนดเรียกเก็บลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี) และ MRR (อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี) เป็นอัตราอ้างอิงสำหรับอัตราดอกเบี้ยลอยตัว

การคิดดอกเบี้ยแบบผสม เป็นสินเชื่อที่คิดดอกเบี้ยแบบคงที่และแบบลอยตัวผสมกัน โดยส่วนใหญ่ธนาคารมักจะให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยแบบผสม แบ่งออกได้อีก 2 ประเภท คือ

  1. อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นในช่วงแรกแล้วปรับเป็นดอกเบี้ยแบบลอยตัวสำหรับระยะเวลาที่เหลือ เช่น 4 ปีแรกดอกเบี้ยคงที่ 3.5% หลังจากนั้นเป็นดอกเบี้ยลอยตัว
  2. อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นแบบขั้นบันได แล้วปรับเป็นดอกเบี้ยลอยตัว เช่น 2 ปีแรกดอกเบี้ย 2% ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 3% ปีที่ 4 และ 5 ดอกเบี้ย 4% หลังจากนั้นคิดดอกเบี้ยลอยตัว เป็นต้น

โดยการคิดดอกเบี้ยแต่ละแบบล้วนมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป และนิยมใช้ในรูปแบบสินเชื่อที่แตกต่างกันออกไป และเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้กู้ ควรเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยต่าง ๆ ให้เหมาะกับการกู้ของตน เช่น หากต้องการกู้ซื้อบ้าน สินเชื่อบางแห่งแม้จะไม่ใช่การคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก แต่เปรียบเทียบแล้วออกมาให้ดอกเบี้ยที่คุ้มค่ากว่า เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ทางการเงินของเรา เป็นต้น

การคิดดอกเบี้ยของบัตรเครดิต คิดอย่างไร ถ้าจ่ายไม่ตรงเวลา?

บัตรเครดิตจัดเป็นสินเชื่อชนิดหนึ่ง เมื่อผู้กู้จ่ายตรงเวลาและจ่ายเต็มจำนวนตามที่รูดบัตรไป ทางบัตรเครดิตจะไม่มีการคิดดอกเบี้ย แต่ถ้า

  • จ่ายขั้นต่ำของยอดหนี้บัตรเครดิต
  • จ่ายเต็มจำนวน แต่ไม่ตรงเวลา
  • กดเงินสดจากวงเงินบัตรเครดิตออกมาใช้ล่วงหน้า

สิ่งเหล่านี้จะถูกคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิตทันที โดยการคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิต ณ ปัจจุบัน จะมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 18% ต่อปี ส่วนวิธีการคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิต มีดังนี้

การคิดดอกเบี้ยกรณีจ่ายค่าบัตรเครดิตขั้นต่ำ ตรงเวลา ในกรณีนี้ จะแยกคำนวณดอกเบี้ยออกเป็น 2 ส่วน คือ

  • ดอกเบี้ยของยอดทั้งหมดตั้งแต่วันที่ใช้บัตร เงินใช้จ่ายแต่ละรายการ X อัตราดอกเบี้ยต่อปี X จำนวนวันจากวันที่ทำรายการถึงวันที่สรุปยอดบัญชี / 365 วัน (จำนวนวันใน 1 ปี)
  • ดอกเบี้ยของยอดที่ยังไม่ได้ชำระ หรือยอดคงค้าง เงินคงค้าง X อัตราดอกเบี้ยต่อปี X จำนวนวันจากวันที่ชำระคืนบางส่วนถึงวันที่สรุปยอดบัญชี / 365 (จำนวนวันใน 1 ปี)

จากนั้นให้นำ ดอกเบี้ยของยอดทั้งหมด + ดอกเบี้ยของยอดที่ยังไม่ได้ชำระ = ดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่จะต้องจ่ายจนกว่าจะชำระหนี้ทั้งหมดได้

การคิดดอกเบี้ยกรณีจ่ายค่าบัตรเครดิตเต็มจำนวน แต่ไม่ตรงเวลา

ค่าใช้จ่ายแต่ละรายการ X อัตราดอกเบี้ยต่อปี X จำนวนวันจากวันที่ทำรายการถึงวันที่สรุปยอดบัญชี / 365 (จำนวนวันใน 1 ปี) = ดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย + ค่าธรรมเนียมติดตามทวงหนี้ที่สถาบันการเงินกำหนดไว้

การคิดดอกเบี้ยกรณีกดเงินสดจากบัตรเครดิต ใช้สูตรดังนี้

ค่าใช้จ่ายแต่ละรายการ X อัตราดอกเบี้ยต่อปี X จำนวนวันจากวันที่ทำรายการถึงวันที่สรุปยอดบัญชี / 365 (จำนวนวันใน 1 ปี)

โดยการกดเงินสดบัตรเครดิตจะมีการเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในการกดด้วย ดังนั้น ถ้าจำเป็นจะต้องใช้เงินสดจริง ๆ การเปลี่ยนไปใช้บัตรกดเงินสดจะคุ้มค่ากว่า และบัตรเครดิตจะเหมาะสำหรับการผ่อนชำระสินค้ามากกว่าการกดเงินสดออกมาใช้ยามฉุกเฉิน

การคิดดอกเบี้ยรายวันของบัตรกดเงินสด คิดอย่างไรบ้าง?

บัตรกดเงินสดนั้น แม้จะมีการคิดดอกเบี้ยที่ก่อให้เกิดหนี้สินง่าย เนื่องจากเป็นการคิดดอกเบี้ยแบบรายวัน แต่ข้อดีของการคิดดอกเบี้ยรายวันนั้นก็มีข้อดีอยู่! เพราะยิ่งคุณสามารถคืนเงินได้เร็ววันเท่าไหร่ ดอกเบี้ยที่ถูกคิดก็จะน้อยตามจำนวนวันที่คืน

ดังนั้น หากต้องการเงินก้อน เงินสดด่วน ใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ และมีกำหนดการคืนเงินในเร็ววัน บัตรกดเงินสดจะตอบโจทย์ได้มากกว่า นอกจากนี้บัตรกดเงินสดยังไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมในการกดอีกด้วย!

โดยสูตรการคิดดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสดนั้น มีดังนี้ : เงินต้นคงเหลือ x ดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดที่กำหนดไว้ x จำนวนวันในแต่ละรอบบัญชี / 365 (จำนวนวันใน 1 ปี)

ตัวอย่าง 10,000 x ดอกเบี้ย 15% x 10 วัน / 365 (จำนวนวันใน 1 ปี) = ดอกเบี้ย 41.09 บาท

หมายความว่า คุณกดเงินสดจากบัตรกดเงินสดมา 10,000 บาท และจะคืนเงินตามจำนวนวันในรอบบัญชี 10 วัน คุณจะต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับเงินที่กดมา 41.09 บาท หรือ 42 บาท รวมทั้งหมดเป็นเงินที่ต้องคืน 10,042 บาท นั่นเอง

แต่ข้อเสียของบัตรกดเงินสดนั้น หากคุณต้องการยืมเป็นระยะเวลานาน ๆ อาจทำให้ดอกเบี้ยพอกพูนจนกลายเป็นหนี้สินก้อนโตได้

ดอกเบี้ยลดต้นลดดอกในการกู้สินเชื่อ มีวิธีการคิดดอกเบี้ยอย่างไร?

ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกนั้น เป็นหนึ่งในรูปแบบดอกเบี้ยที่หลายสินเชื่อนิยมนำไปใช้ และผู้กู้เองก็รู้สึกว่าคุ้มค่าที่สุด เนื่องจากการคิดดอกเบี้ยชนิดนี้ ยิ่งคุณลดเงินต้นได้มากเท่าไหร่ การคิดดอกเบี้ยจะค่อย ๆ ลดตามเงินต้นที่หายไปด้วย หรือหากอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ การคิดดอกเบี้ยลดต้นลดดอกนี้ ยิ่งโปะเงินเพิ่ม หนี้ก็จะยิ่งหมดเร็วขึ้น โดยสูตรคำนวณดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก มีดังนี้

  • เงินต้น x ดอกเบี้ยต่อปี x 30 วัน / 365 (จำนวนวันใน 1 ปี) = ดอกเบี้ยต่องวด
  • ค่างวดต่อเดือน - ดอกเบี้ยต่องวด = เงินต้นที่ต้องจ่ายในงวดนั้น
  • เงินต้นทั้งหมด - เงินต้นที่ต้องจ่ายในงวดนั้น = เงินต้นคงเหลือ

โดยปัจจุบัน มีบริการโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันในการคำนวณดอกเบี้ยเหล่านี้ให้คุณได้เลือกใช้หลากหลายตามเว็ปไซต์ของสถาบันการเงินเพื่อใช้ตรวจสอบดอกเบี้ยคร่าว ๆ แล้ว!

แน่นอนว่า การคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกนั้น มีข้อดีมากมาย แต่หากมีการผิดนัดชำระ จ่ายล่าช้า ดอกเบี้ยเองก็จะถูกคิดจากยอดเงินต้นคงเหลือไปเรื่อย ๆ ซึ่งอาจจะทำให้คุณต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยที่มากขึ้นกว่าเดิมจากแผนการผ่อนชำระที่กำหนดไว้ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังและวางแผนการเงินให้ดีทุกครั้งเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้กู้นั่นเอง

ทำอย่างไร หากต้องการให้ดอกเบี้ยจากสินเชื่อลดลง?

หลายคนอาจจะกำลังประสบปัญหาดอกเบี้ยจากหนี้สินต่าง ๆ กำลังพอกพูน ไม่ว่า หนี้บัตรเครดิต หนี้จากสินเชื่อ ดอกเบี้ยจากการผ่อนบ้าน การรีไฟแนนซ์อาจเป็นทางเลือกที่ช่วยให้ดอกเบี้ยลดลงได้!

โดยการรีไฟแนนซ์นั้น คือ การที่เราย้ายวงเงินสินเชื่อ หรือหนี้สินเดิมจากธนาคารเดิม ไปยังธนาคารใหม่ที่ให้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า ซึ่งเป็นวิธีที่คนนิยมมากในปัจจุบัน เพราะนอกจากการคิดดอกเบี้ยจะถูกลงแล้ว ยังทำให้เงินที่ผ่อนแต่ละเดือนน้อยลง ช่วยให้การบริหารจัดการเงินทำได้ง่ายดายมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยรวมหนี้สินไว้ในที่เดียวกันด้วย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใครที่กำลังมีหนี้สินหลายแห่ง หรือดอกเบี้ยหนี้สินกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเกินกำลังจ่าย

แต่ทั้งนี้ การจะรีไฟแนนซ์ในแต่ละครั้งมักจะมีขั้นตอนที่ละเอียด ยุ่งยาก ยิ่งเป็นหนี้สินก้อนโต เช่น การรีไฟแนน์ซ์บ้าน นอกจากนี้ระยะเวลาที่ต้องผ่อนหนี้สินจะต้องใช้ระยะเวลาที่นานขึ้น ที่สำคัญ หากเลือกแหล่งรีไฟแนนซ์ไม่ดี อาจทำให้การคิดดอกเบี้ยลดลงเพียงเล็กน้อย ซึ่งได้ไม่คุ้มเสียกับจำนวนเงินและระยะเวลาที่เราจะต้องยื่นเอกสารเพื่อรีไฟแนนซ์ไป

จะเห็นได้ว่าการรีไฟแนนซ์บ้านนั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ถ้าเราเลือกสถาบันการเงินที่รีไฟแนนซ์ดี ๆ ก็จะช่วยลดปัญหาต่าง ๆ ลงได้ ที่สำคัญช่วยให้คุณตั้งตัวได้เร็วกว่าเดิมอีกด้วย!

แต่ถึงแม้จะเลือกสินเชื่อได้แล้ว แต่ยอดสินเชื่อบางอย่างก็ไม่สามารถใช้รีไฟแนนซ์ทั้งหมดได้อยู่ดี ในกรณีแบบนี้แนะนำให้เข้าไปปรึกษาร่วมกันกับสถาบันการเงินโดยตรง เพราะบางสถาบันการเงินอาจจะเสนอสินเชื่อพิเศษ หรือการคิดดอกเบี้ยพิเศษที่ช่วยให้คุณรีไฟแนนซ์ได้ทันที!

และสำหรับใครกำลังมองหาสินเชื่อส่วนบุคคลที่ช่วยลดอัตราดอกเบี้ยที่งอกเงยจนเป็นหนี้สินก้อนโต ต้องที่นี้เลย แรบบิท แคร์ ที่นี้นอกจากจะมีสินเชื่อส่วนบุคคลแล้ว เรายังมีสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถแลกเงิน ที่ช่วยให้ทุกปัญหาด้านการเงินของคุณผ่านพ้นไปได้ด้วยดี คลิกเลย!

ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของเรา