ใช้ใจแคร์ ดูแลครบ

รวมเทคนิคคำนวนดอกเบี้ยบ้าน

ตอบโจทย์ให้ครบเพื่อคุณ

กู้เงินซื้อบ้าน ขอรีไฟแนนซ์ หรือบ้านแลกเงิน
ก็ผ่อนสบาย ดอกเบี้ยต่ำ อนุมัติไว

สินเชื่อบ้าน

ดอกเบี้ยบ้านคืออะไร ทำไมต้องจ่ายดอกเบี้ยบ้าน?

ดอกเบี้ยบ้านนั้น หมายถึงอัตราดอกเบี้ยในรูปแบบของเงินที่คุณต้องจ่ายในแต่ละปี ที่คุณขอเรื่องยื่นกู้ซื้อบ้านหรือขอสินเชื่อบ้านกับทางธนาคาร / สถาบันทางการเงิน ไม่ว่าจะกู้บ้านแบบไหน บ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านทาวน์เฮ้าส์ บ้านทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ หรือที่ดินเปล่า ๆ ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยบ้านทั้งสิ้น ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนั้นจะขึ้นกับมาตรการของทางธนาคารหากคุณโอเคกับอัตราดอกเบี้ยก็สามารถทำสัญญากู้ได้เลย

สำหรับใครที่กำลังวางแผนจะซื้อบ้านเป็นของตัวเอง คงต้องศึกษาอัตราดอกเบี้ยบ้านให้มาก ๆ และควรเปรียบเทียบหลาย ๆ ธนาคาร เพราะแต่ละธนาคารอาจเสนออัตราดอกเบี้ยให้คุณไม่เท่ากัน ยกตัวอย่าง เช่น หากคุณไปขอสินเชื่อกู้บ้านกับทางธนาคาร A ทางธนาคารก็จะคิดอัตราดอกเบี้ยมาให้คุณพิจารณา หากคุณเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนั้นเหมาะสม คุณสามารถจ่ายไหว และอัตราดอกเบี้ยบ้านถูกกว่าธนาคารอื่น ก็อาจสำสัญญากู้ยืมได้เลย

อัตราดอกเบี้ยบ้านนั้นถือว่ามีความสำคัญต่อผู้กู้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นสัญญากู้เงินก้อนใหญ่ระยะยาว หากดอกเบี้ยสูงก็ทำให้คุณจ่ายแพง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของคุณเอง หากคุณกำลังลังเลว่าข้อเสนอสินเชื่อบ้านที่คุณได้รับนั้นอัตราดอกเบี้ยสูงเกินไป หรือไม่แน่ใจว่าจะจ่ายไหวไหม หรือกำลังมองหาสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยบ้านต่ำกว่า ก็สามารถติดต่อมาหาเราเพื่อเปรียบเทียบสินเชื่อบ้านที่ตรงใจได้เลย

ดอกเบี้ยบ้านมีทั้งหมดกี่ประเภท?

ดอกเบี้ยบ้านอ้างอิงจากสถาบันการเงินหรือธนาคารชั้นนำจะมีทั้งหมด 3 ประเภทดังนี้

1.ดอกเบี้ยบ้านแบบลอยตัว (Floating rate loan) เป็นดอกเบี้ยที่จะขึ้นหรือลงไปอย่างไม่ตายตัว ณ เวลาปัจจุบัน ตามที่แต่ละธนาคารกำหนด บางปีอาจมีการปรับขึ้นหลายครั้ง บางปีอาจมีการปรับลงหลายครั้ง หรือบางปีอาจไม่มีการปรับเลย สรุปก็คือจะเป็นการเสี่ยงดวงขึ้นกับเศรษฐกิจและนโยบายของทางธนาคารนั่นเอง
2.ดอกเบี้ยบ้านแบบคงที่ (Fixed rate loan) เป็นดอกเบี้ยที่ธนาคารกำหนดอัตราตายตัว ไม่มีเพิ่ม ไม่มีลด เรทเปอร์เซ็นต์ดอกเบี้ยตามวันและเวลาที่กำหนด ทั้งนี้จะมีทั้งหมด 3 ประเภทคือ

  • ดอกเบี้ยแบบลอยตัวตลอดสัญญากู้ โดยดอกเบี้ยจะถูกกำหนดไว้ตายตัวไปตลอด ไม่มีปรับขึ้นหรือปรับลงตลอดสัญญากู้
  • ดอกเบี้ยคงที่เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ในช่วงแรกประมาณ 1-5 ปี จากนั้นจะเป็นดอกเบี้ยแบบลอยตัว
  • ดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นเป็นขั้นบันไดในช่วงแรก จากนั้นจะเป็นดอกเบี้ยแบบลอยตัว เช่น ปีแรกอาจกำหนดคงที่ไว้ 2% ปีที่สองจะถูกกำหนดไว้ 3% และปีที่สามถูกกำหนดไว้ 4% (เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แบบขั้นบันได) หลังจากนั้นจะปล่อยแบบลอยตัวในปีที่สี่ เป็นต้นไป

3.ดอกเบี้ยบ้านคงที่ระยะหนึ่งและปรับเป็นคงที่ใหม่ทุกรอบเวลา (Rollover Mortgage Loan) เป็นดอกเบี้ยที่มีอัตราคงที่ในช่วง 1-5 ปีแรก พอครบกำหนดก็จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงประมาณปีที่ 6-10 แต่จะเป็นดอกเบี้ยคงที่เช่นกัน แล้วพอผ่านไปสักประมาณปีที่ 10-15 ก็จะมีการปรับดอกเบี้ยอีกครั้ง ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยจะอ้างอิงกับต้นทุนพันธบัตรที่บวก 2.5%

ทั้งนี้ก่อนเลือกสินเชื่อกู้บ้านควรศึกษาอัตราดอกเบี้ยให้ดีเสียก่อน แล้วเลือกประเภทดอกเบี้ยบ้านที่เหมาะกับตัวคุณเองมากที่สุด

ดอกเบี้ยบ้าน MLR MRR MOR คืออะไร เกี่ยวอะไรกับการขอสินเชื่อบ้าน?

หากใครกำลังจะขอสินเชื่อบ้าน แล้วกำลังสับสนกับคำศัพท์ดอกเบี้ยบ้านต่าง ๆ อย่างคำว่า อัตราดอกเบี้ย MLR MRR MOR คืออะไร เราจะมาแชร์คำตอบให้ดังนี้

ดอกเบี้ยบ้าน MLR หรือ Minimum Loan Rate เป็นอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งธนาคารหรือสถาบันทางการเงินจะใช้ดอกเบี้ย MLR กับลูกค้าชั้นดีที่มีประวัติการเงินดีขาวสะอาด และมีหลักทรัพย์มากมายที่ทำให้ธนาคารเชื่อถือ ดอกเบี้ยแบบนี้ทางธนาคารจะปล่อยให้กับลูกค้ารายใหญ่ที่นำเงินไปลงทุนด้านอสังหา ซึ่งเป็นการกู้แบบระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น นักธุรกิจชั้นนำประวัติขาวสะอาด ขอเงินกู้กับทางธนาคารเพื่อไปทำธุรกิจอสังหา โดยที่ธนาคาร A คิดอัตราดอกเบี้ย MLR เพียงแค่ 3% ต่อปี เป็นต้น

ดอกเบี้ยบ้าน MRR หรือ Minimum Retail Rate เป็นอัตราดอกเบี้ยต่ำ ที่ธนาคารหรือสถาบันทางการเงินจะปล่อยให้ลูกค้าธรรมดาทั่วไปที่มีประวัติทางการเงินดี ไม่มีประวัติเสื่อมเสียหรือติดแบล็กลิสต์ทางการเงิน สำหรับการกู้เงินเพื่อนำไปซื้อบ้านพักอาศัย หรืออสังหาประเภทต่าง ๆ ทั้งนี้ MRR เป็นอัตราดอกเบี้ยบ้านที่ขอจากธนาคารง่ายสุด (คนกู้ซื้อบ้านทั่วไปมักขอดอกเบี้ยแบบนี้) แต่ก็จะมีความผันผวนและความเสี่ยงมากที่สุดเช่นกัน รวมถึงมีโอกาสปรับดอกเบี้ยขึ้นบ่อยครั้งด้วย ยกตัวอย่างเช่น นายแคร์ มีประวัติทางการเงินขาวสะอาด ได้ไปขอสินเชื่อกับทางธนาคารแห่งหนึ่ง เมื่อธนาคารตรวจสอบแล้วพบว่านายแคร์ มีประวัติการเงินดี จึงปล่อยดอกเบี้ยต่ำที่ 3.5% เป็นต้น

ดอกเบี้ยบ้าน MRR หรือ Minimum Retail Rate เป็นอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งธนาคารหรือสถาบันทางการเงินปล่อยให้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินเบิกเกินบัญชี หรือการเบิกเงินทางโอดี โดยจะมีการประเมินคุณสมบัติของผู้ขอสินเชื่อ เช่น เงินในบัญชี หลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็นต้น

อัตราดอกเบี้ยบ้านขึ้นกับอะไร ทำไมคนขอสินเชื่อบ้านแต่ละคนถึงจ่ายดอกเบี้ยบ้านไม่เท่ากัน?

หลายคนอาจสงสัยเพราะบางกรณีที่มีคนเดินเข้าไปขอสินเชื่อบ้านที่ธนาคารเดียวกัน แต่ธนาคารกลับยื่นข้อเสนอและอัตราดอกเบี้ยที่ต่างกัน น้องแคร์ จึงขออธิบายให้ทุกท่านเข้าใจ เนื่องจากการคิดอัตราดอกเบี้ยบ้านนั้นมีปัจจัยหลายประการคือ

  • ธนาคารแต่ละแห่งมีอำนาจในการคิดดอกเบี้ยในอัตราที่แตกต่างกันทั้งอัตราดอกเบี้ยแบบ MRR MOR และ MLR เนื่องจากนโยบาย การดำเนินธุรกิจ ความมั่นคง และต้นทุนของแต่ละธนาคารไม่เท่ากัน เช่น ธนาคาร A อาจปล่อยอัตราดอกเบี้ย MRR เริ่มต้นที่ 3% แต่ธนาคาร B ที่อยู่ข้าง ๆ กันอาจปล่อยที่ 3.2% เป็นต้น แต่ที่เหมือนกันคือทุกธนาคารจะต้องติดประกาศอัตราดอกเบี้ยให้ชัดเจนตามกฎหมายเพื่อให้ลูกค้าได้ทราบ
  • ธนาคารจะประเมินอัตราดอกเบี้ยจากประวัติทางการเงิน หากมีประวัติทางการเงินที่ไม่ดีก็มีโอกาสที่ธนาคารคิดดอกเบี้ยราคาแพง
  • ธนาคารจะประเมินอัตราดอกเบี้ยบ้านจากความมั่นคงทางการเงินของผู้กู้ หากผู้ขอสินเชื่อมีการงานมั่นคง มีรายรับเข้าทุกเดือน มีรายได้ดี มีความสามารถในการชำระหนี้สูง ธนาคารก็จะพิจารณาว่าเป็นลูกค้าความเสี่ยงต่ำ ซึ่งมีโอกาสที่จะปล่อยดอกเบี้ยต่ำด้วยเช่นกัน แต่ถ้าลูกค้าท่านใดที่สถานะทางการเงินไม่ดีธนาคารก็มองว่าเป็นลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง ก็อาจปล่อยดอกเบี้ยบ้านในอัตราที่สูงกว่าลูกค้าปกติ

ด้วยเหตุนี้หากคุณมีแผนที่จะยื่นกู้บ้านในอนาคต ควรพยายามแต่งประวัติทางการเงินให้ออกมาขาวสะอาด มีเงินในบัญชีเข้าทุกเดือน เพื่อเพิ่มโอกาสยื่นกู้ซื้อบ้านผ่านและได้ดอกเบี้ยต่ำนั่นเอง

อยากลดดอกเบี้ยบ้านต้องทำอย่างไรบ้าง?

ดอกเบี้ยบ้านดูเผินแล้วอาจมองว่ามีอัตราแค่ 2-5 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าคุณยื่นกู้เป็นเงินก้อนใหญ่หลายล้าน ก็อาจต้องจ่ายแบบจุก ๆ ได้ ทางที่ดีเราควรหาทางลดอัตราดอกเบี้ยบ้านไว้ แม้จะลดได้เล็กน้อยแต่ก็จะช่วยลดภาระการเงินของคุณได้อย่างเห็นผลเลยทีเดียว ซึ่งเราจะแนะนำเทกนิคการลดดอกเบี้ยให้ดังนี้

  1. เพิ่มเงินดาวน์บ้านเยอะ ๆ ยิ่งเงินดาวน์บ้านเยอะเท่าไหร่ภาระหนี้ของคุณก็ยิ่งน้อยเท่านั้น รวมถึงยังเป็นการทำให้ธนาคารเห็นว่าคุณมีสถานะทางการเงินที่มั่นคงและน่าเชื่อถือ อาจทำให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยบ้านในเรทต่ำได้
  2. พยายามโปะเงินต้นเพื่อลดดอกเบี้ย การขอสินเชื่อบ้านมักจะเป็นสัญญาแบบลดต้นลดดอก ให้คุณลองโปะเงินต้นไปทุกครั้งเมื่อมีเงินก้อนเข้ามา อย่างเช่นเงินจากโบนัส หรือเงินที่ได้จากการประกอบอาชีพเสริม เป็นต้น แต่ให้คำนวณจ่ายในจำนวนที่เราจ่ายไหวได้จริง ๆ ไม่กระทบต่อการเงิน เช่น หากคุณต้องผ่อนบ้านเดือนละ 15,000 หากได้โบนัสมาก็อาจผ่อนเพิ่มในเดือนนั้นไปเป็น 25,000 บาท เป็นต้น
  3. เลือกรีไฟแนนซ์บ้าน เพราะเมื่อคุณกู้ซื้อบ้านธนาคารมักจะปล่อยดอกเบี้ยบ้านต่ำในช่วงปีแรก ๆ พอผ่านไปสักระยะดอกเบี้ยจะมีอัตราสูงขึ้น การรีไฟแนนซ์ก็จะเป็นการขอสินเชื่อรอบใหม่เพื่อโปะหนี้เดิม ธนาคารใหม่ก็จะเสนออัตราดอกเบี้ยให้คุณถูกขึ้นนั่นเอง หรือจะลองรีไฟแนนซ์กับทางธนาคารเดิมก็ได้แต่จะเป็นการขอยื่นเรื่องลดดอกเบี้ย
  4. พยายามเป็นลูกหนี้ที่ดี หากคุณจ่ายหนี้ตรงตามเวลาอย่างครบถ้วน ธนาคารก็จะพิจารณาว่าคุณเป็นลูกหนี้ชั้นดี การยื่นเรื่องขอลดดอกเบี้ยหรือรีไฟแนนซ์ก็จะทำได้ง่ายขึ้น

ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของเรา