Rabbit Care Logo
ใช้ใจแคร์ ดูแลครบ
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ในการเก็บข้อมูลเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการใช้งาน และเพื่อเก็บข้อมูลสถิติ ท่านสามารถศึกษารายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่ นโยบายคุกกี้

ขับรถไม่มีใบขับขี่ มีโทษอย่างไรบ้าง?

เอกสารทางราชการที่ต้องพกติดตัวเป็นประจำ นอกจากบัตรประชาชน ก็มีใบขับขี่ที่ผู้ใช้รถจะต้องพกติดตัวเป็นประจำ แต่เชื่อว่ามีผู้ขับขี่หลายคนมักละเลย ไม่พกใบขับขี่บ้าง ใบขับขี่หมดอายุแล้วไม่ไปต่อบ้าง หรือบางคนไม่เคยสอบใบขับขี่เลยด้วยซ้ำ วันนี้เราเลยอยากพาไปดูว่า ถ้าขับรถไม่มีใบขับขี่ โทษความผิดอย่างไรบ้าง? หรือ ขับรถไม่มีใบขับขี่ ปรับอย่างไร และจะสามารถเบิกเคลมประกันรถได้หรือไม่? วันนี้ แรบบิท แคร์ มีคำตอบ

ขับรถไม่มีใบขับขี่ มีโทษและปรับอย่างไรบ้าง?

เบื้องต้นมาทำความรู้จักกันก่อนว่า ใบขับขี่ คือ เอกสารสำคัญสำหรับผู้ใช้รถบนท้องถนน ซึ่งทางกรมการขนส่งทางบกออกให้ เพื่อแสดงว่าเจ้าของบัตรมีคุณสมบัติและความสามารถเพียงพอที่จะสามารถขับขี่รถบนท้องถนนได้

ตามคำแนะนำของทางกรมขนส่ง แจ้งไว้ว่า ใบขับขี่ถือเป็นเอกสารราชการที่ตัวพกติดตัวเอาไว้ตลอดไม่ต่างจากบัตรประชาชน หากขับรถไม่มีใบขับขี่ โทษ จะถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดตามกฎหมาย มีโทษทางแพ่ง ซึ่งใบขับขี่ของรถแต่ละประเภทจะต้องทำแยกกันไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น ใบขับขี่รถยนต์, ใบขับขี่รถจักรยานยนต์

สำหรับผู้ที่ขับรถโดยไม่ไม่มีใบขับขี่ หรือใบขับขี่หมดอายุ จะถือว่ามีความผิดทางกฎหมาย โดยกฎหมายจราจรที่มีการกำหนดเกี่ยวกับบทลงโทษกรณีขับรถไม่มีขับขี่มีด้วยกัน 2 ฉบับ ได้แก่

  • พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งบังคับใช้กับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ทั่วไป
  • พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งบังคับใช้กับรถบรรทุก หรือรถขนาดใหญ่เพื่อการพาณิชย์

หากขับรถไม่มีใบขับขี่จะมีโทษตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ที่ได้กำหนดไว้ตามมาตรา 64 ว่า ผู้ใดขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับแต่กรณีที่เป็นรถโดยสารสาธารณะผู้ขับขี่จะมีความผิดตามมาตรา 56 ประกอบมาตรา 60 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

ซึ่งขับรถไม่มีใบขับขี่ ปรับแล้ว ปัจจุบันเราสามารถไปจ่ายค่าปรับได้ด้วยวิธีการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ บัตรเครดิต หรือวิธีการอื่น โดยผ่านธนาคารหรือหน่วยบริการรับชำระเงินที่ระบุไว้ในใบสั่ง ตามระเบียบที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด หรือชำระค่าปรับที่สถานีตำรวจก็ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ขับรถไม่มีใบขับขี่ โทษทางอ้อมคือ คุณไม่สามารถทำประกันรถยนต์ได้ ทำให้อาจพลาดโอกาสการได้รับความคุ้มครองเพิ่มเติมจากอุบัติเหตุไม่คาดฝันอีกด้วย

ตัดแต้มใบขับขี่คืออะไร? หากขับรถไม่มีใบขับขี่จะถูกตัดแต้มหรือไม่?

การตัดแต้มใบขับขี่ หรือระบบบันทึกคะแนนความประพฤติ ซึ่งเป็นมาตรการตัดแต้มใบขับขี่เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมดูแลกฎระเบียบการจราจรและมารยาทในการขับขี่ รวมถึงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่ให้บริการรับชำระค่าปรับจราจรตามใบสั่งปรับ ประกอบด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการขนส่งทางบก ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ด้วย

ทั้งนี้ การตัดคะแนนความประพฤติการขับขี่หรือแต้มใบขับขี่จะดำเนินการตัดคะแนนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้ระบบฐานข้อมูลใบสั่งจราจรออนไลน์ (PTM) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการบันทึกและตัดคะแนนการทำผิดกฎจราจรในแต่ละครั้ง มีรายละเอียดการตัดแต้มคะแนนความประพฤติการขับขี่ดังต่อไปนี้

ตัดแต้มใบขับขี่ 1 คะแนน

  • ขับขี่ด้วยความหวาดเสียว
  • ขับขี่โดยไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน
  • ขับขี่ในขณะใช้โทรศัพท์มือถือ
  • ขับขี่โดยไม่สวมหมวกนิรภัย
  • ขับขี่โดยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย
  • ขับขี่ด้วยความเร็วที่เกินกฎหมายกำหนด
  • ขับขี่บนทางเท้า
  • ขับขี่โดยไม่หลบรถฉุกเฉิน
  • ขับขี่รถไม่ติดหลักฐานแสดงการเสียภาษีประจำปี



ตัดแต้มใบขับขี่ 2 คะแนน

  • ขับขี่ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร
  • ขับขี่ย้อนศร
  • ขับขี่ในระหว่างสั่งพักใบขับขี่ หรือเพิกถอนใบขับขี่



ตัดแต้มใบขับขี่ 3 คะแนน

  • ขับขี่ในขณะหย่อนความสามารถ
  • ขับขี่ผิดปกติวิสัยของการขับรถตามธรรมดา
  • ขับรถชนแล้วหนี



ตัดแต้มใบขับขี่ 4 คะแนน

  • ขับขี่ในขณะมึนเมา
  • ขับขี่ในขณะเสพยาเสพติด
  • ขับขี่โดยประมาท ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น
  • แข่งรถในทางที่ไม่ได้รับอนุญาต



จะเห็นได้ว่าโทษของขับรถไม่มีใบขับขี่จะไม่ถูกตัดแต้มใบขับขี่แต่อย่างใด แต่การถูกตัดแต้มใบขับขี่บ่อย ๆ ด้วยพฤติกรรมขับขี่อื่น ๆ จนแต้มใบขับขี่จนเหลือ 0 คะแนน อาจถูกสั่งพักการใช้ใบขับขี่เป็นระยะเวลา 90 วัน ทำให้ไม่สามารถขับขี่หรือใช้งานรถทุกประเภทได้ ในขณะที่หากถูกสั่งพักการใช้ใบอนุญาตขับขี่ในครั้งที่ 3 ภายในระยะเวลา 3 ปี ผู้มีใบอนุญาตขับขี่จะถูกสั่งพักการใช้ใบอนุญาตขับขี่เป็นระยะเวลามากกว่า 90 วัน

กรณีที่ถูกสั่งพักการใช้ใบอนุญาตขับขี่ตั้งแต่ครั้งที่ 4 เป็นต้นไป ผู้มีใบขับขี่อาจถูกพิจารณาแจ้งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ได้ ทำให้ไม่สามารถขับขี่หรือใช้งานรถทุกประเภทได้อีกต่อไป กรณีฝ่าฝืนใช้รถในขณะถูกสั่งพักใช้งานใบอนุญาตขับขี่ จะมีจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า เมื่อพ้น 15 วัน นับจากวันที่ส่งคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ให้ถือว่าผู้ขับขี่ได้รับแจ้งคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เรียบร้อยแล้ว

ในส่วนของแต้มใบขับขี่ที่ถูกตัดแต้มไปนั้นจะได้รับคืนโดยอัตโนมัติ เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันกระทำความผิดและถูกบันทึกตัดแต้มในระบบฐานข้อมูลใบสั่งจราจรออนไลน์ (PTM) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยกเว้นกรณีถูกตัดแต้มใบขับขี่จนเหลือ 0 คะแนน และถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ จะได้รับคะแนนใบขับขี่คืนเพียง 8 คะแนน จากคะแนนเต็ม 12 คะแนน เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่

สำหรับผู้มีใบอนุญาตขับขี่จะสามารถตรวจสอบคะแนนความประพฤติในการขับขี่หรือแต้มใบขับขี่ได้ด้วยตัวเองผ่านช่องทางออนไลน์ 2 ช่องทาง ได้แก่

  • ใบสั่งจราจรออนไลน์สำหรับประชาชน (e-Ticket) โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ทั้งข้อมูลใบสั่งค้างชำระ ชำระค่าปรับออนไลน์ และตรวจสอบสถานะใบขับขี่

  • เลือกตรวจสอบข้อมูลคะแนนใบขับขี่ได้จากแอปพลิเคชัน ‘ขับดี’ (KHUB DEE) ซึ่งให้บริการข้อมูลใบสั่งค้างชำระ, คะแนนความประพฤติในการขับขี่ และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขับขี สามารถดาวน์โหลดใช้งานได้ผ่านApp Store และ Android

หากขับรถไม่มีใบขับขี่เพราะลืม ไม่ได้พกมาด้วย แก้ได้อย่างไร?

ในกรณีที่กังวลว่า หากขับรถไม่มีใบขับขี่ เพราะลืม ไม่ได้พกติดตัวมาด้วย จะทำอย่างไรดี เพราะการลืมใบขับขี่ขณะที่ทำการขบับรถยนต์ ในทางกฎหมายนับว่าเป็นความผิดดั่งที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น โดยปัจจุบัน ทางกรมขนส่งได้จัดทำแอปพลิเคชัน DLT QR Licence เพื่อให้ผู้ที่มีใบขับขี่สามารถสแกนเก็บข้อมูลใบขับขี่ เพื่อแสดงใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์แทนได้ เพียงแค่เปิดแอปพลิเคชันที่ว่าให้แก่เจ้าหน้าที่ดู ก็นับว่ามีใบขับขี่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

หรือหากผู้ขับขี่มีสำเนาเอกสารของใบขับขี่ติดไว้กับรถ ก็สามารถนำมาใช้เพื่อแสดงหลักฐานถึงการได้รับใบอนุญาตขับขี่ก็สามารถทำได้เช่นกัน

ประโยชน์ของใบขับขี่ มีอะไรบ้าง?

หลังจากทำความเข้าใจกับการขับรถไม่มีใบขับขี่ไปแล้ว มาดูกันดีกว่าว่าใบขับขี่มีประโยชน์อะไรอีกบ้าง โดยประโยชน์ของใบขับขี่ มีดังนี้

  • เป็นเอกสารยืนยันว่าผู้ถือบัตรมีความสามารถในการขับขี่ และได้ผ่านการอบรมและการทดสอบเรียบร้อยแล้ว
  • เป็นเอกสารที่ใช้ยืนยัน เพื่อรับการคุ้มครองจากบริษัทประกันกรณีเกิดอุบัติเหตุขณะขับขี่
  • ช่วยป้องกันไม่ให้ขับรถไม่มีใบขับขี่ ปรับ เมื่อโดนเรียกตรวจ และหากมีการค้างค่าปรับ หรือจ่ายไม่ครบ ภายในระยะเวลาที่กำหนด ทางเจ้าพนักงานจราจรแจ้งนายทะเบียนให้งดการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้น และแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป ซึ่งอาจจะเสียเวลาได้
  • ช่วยให้ได้รับพิจารณาเข้าทำงาน เพราะงานบางตำแหน่งต้องการผู้ที่สามารถขับขี่รถได้
  • สามารถใช้เป็นเอกสารยืนยันต่าง ๆ ได้เหมือนบัตรประจำตัวประชาชนในบางสถานการณ์ เช่น ใช้ยืนยันตัวในการสอบ เป็นต้น
  • การมีใบขับขี่จะช่วยให้คุณได้รับค่าสินไหมทดแทนหรือค่าชดเชยความเสียหายจากบริษัทประกันภัยต่าง ๆ ที่คุณได้ทำเอาไว้ หากคุณขับรถไม่มีใบขับขี่ อาจทำให้บริษัทประกันภัยใช้เป็นข้ออ้างในการยกเว้นความรับผิดชอบได้
  • ไม่สามารถทำประกันรถยนต์ได้ หากคุณไม่มีใบขับขี่ ทำให้อาจพลาดโอกาสการได้รับความคุ้มครองเพิ่มเติมจากอุบัติเหตุไม่คาดฝันซึ่งเสี่ยงมากหากเกิดอุบัติเหตุและต้องจ่ายเงินค่ารับผิดชอบเองโดยไม่มีประกันคอยออกช่วย

ใบขับขี่มีกี่ประเภท มีกี่ชนิด?

ใบขับขี่สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

  • ใบขับขี่ประเภท ส่วนบุคคล (บ.) จะใช้สำหรับรถในการขนส่งส่วนบุคคล รถบ้าน หรือรถที่มีแผ่นป้ายทะเบียนพื้นสีขาว ตัวเลข และตัวอักษรสีดำ
  • ใบขับขี่ประเภท ทุกประเภท (ท.) จะใช้สำหรับรถที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะ รถที่มีแผ่นป้ายทะเบียนพื้นสีเหลือง

นอกจากใบอนุญาตขับรถประเภททุกประเภทนั้น สามารถใช้ทดแทน ใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถประเภทส่วนบุคคล และใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถสาธารณะตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ได้ นอกจากนี้ใบขับขี่ยังสามารถแบ่งได้อีก 11 ชนิดด้วยกัน

  • ใบขับขี่รถชนิดชั่วคราว
  • ใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล
  • ใบขับขี่รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล
  • ใบขับขี่รถยนต์สาธารณะ
  • ใบขับขี่รถยนต์สามล้อสาธารณะ
  • ใบขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล
  • ใบขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ
  • ใบขับขี่รถบดถนน
  • ใบขับขี่รถแทรกเตอร์
  • ใบขับขี่รถชนิดอื่น
  • ใบขับขี่ตามความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี หรือ ใบขับขี่สากล

ใบขับขี่นั้นมีหลากหลายชนิด หลากหลายประเภท แรบบิท แคร์ แนะนำว่า ควรสอบใบขับขี่ให้ตรงกับประเภท เช่น หากมีอาชีพเป็นผู้ขับรถสาธารณะ ก็ควรสมัครสอบใบขับขี่รถยนต์สาธารณะให้เรียบร้อย หรือหากใครต้องเดินทางไปต่างประเทศ ใช้รถยนต์ต่างประเทศบ่อย ๆ ควรเลือกสอบใบขับขี่สากล เป็นต้น

ขับรถไม่มีใบขับขี่ เคลมประกันรถได้ไหม?

อาจจะมีหลายคนเกิดข้อสงสัยว่า ในกรณีแบบนี้ ประกันรถยนต์ยังคงคุ้มครองอยู่หรือไม่? ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุรถชน จะสามารถแบ่งแยกการเคลมได้ ดังนี้

  • กรณีขับรถไม่มีใบขับขี่

เบื้องต้นแล้ว หากขับรถไม่มีใบขับขี่ หรือ แม้ว่ารถยนต์ดั่งกล่าวจะทำประกันชั้นใดมาก็ตาม กรณีนี้จะเป็นข้อยกเว้นความรับผิดชอบของบริษัทประกันภัย โดยจะรับผิดชอบเฉพาะความเสียหายของตัวรถเท่านั้น ส่วนความเสียหายของบุคคลภายนอก บริษัทประกันภัยจะรับผิดชอบตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ที่ทำ

  • กรณีที่ขับรถไม่มีใบขับขี่ เพราะไม่ได้พกมา หรือกรณีที่ใบขับขี่หมดอายุ หรือถูกยึด

กรณีนี้ ทางบริษัทประกันภัยจะคุ้มครองทั้งรถของเราและคู่กรณีอยู่ทุกประการ โดยจะรับผิดชอบตามเงื่อนไขกรมธรรม์ที่ได้ทำเอาไว้ ทั้งนี้จะต้องมีสำเนา หรือหลักฐานที่ใช้แจ้งกับบริษัทประกันว่า ผู้ขับ มีใบขับขี่จริง ๆ ยกเว้นว่าวันนั้นเป็นระยะเวลาการขาดประกันรถยนต์ ซึ่งกรณีดั่งกล่าวจะถุกพูดถึงในข้อต่อไป

  • ในกรณีที่รถยนต์หมดระยะเวลาประกัน หรือไม่ได้ทำประกันรถเอาไว้

หากผู้ขับขี่รถไม่มีประกันรถเลย หรือรถยนต์อยู่ในระยะเวลาที่ขาดประกันพอดี จะต้องไปเรียกร้องค่าเสียหายจากคู่กรณีเอง

โดยสรุปแล้ว การขับรถไม่มีใบขับขี่นอกจากเสี่ยงในเรื่องของการถูกปรับแล้ว ยังทำให้การเบิกเคลมประกันรถ หรือ เบิกเคลมจาก พ.ร.บ. รถยนต์ ทำได้ยุ่งยาก และเบิกเคลมได้ไม่เต็มที่ และในบางกรณี ผู้ขับรถไม่มีใบขับขี่อาจจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเองทั้งหมดด้วย ดังนั้นอย่าละเลยในเรื่องใบขับขี่ ควรหาเวลาสอบใบัขบีข่ให้เรียบร้อย รวมถึงการวางแผนต่ออายุใบขับขี่ล่วงหน้า และการต่อประกันรถ จะช่วยลดความเสี่ยงต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ช่วยให้การขับขี่ของคุณได้รับการคุ้มครองงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

จะเห็นได้ว่าการขับรถไม่มีใบขับขี่ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเอกสารสำคัญต้องพกติดตัวเอาไว้ตลอด สำหรับผู้ขับขี่ที่ใบขับขี่หมดอายุ หรือยังไม่เคยไปทำใบขับขี่ ก็ควรไปทำให้เรียบร้อย จะได้ไม่เกิดปัญหาในภายหลัง ทั้งเสี่ยงโดนปรับ แถมถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาบริษัทประกันอาจปฏิเสธการให้ความคุ้มครองก็เป็นได้

แม้ในบางเหตุการณ์เราจะขับรถพร้อมใบขับขี่ตลอดเวลา ระมัดระวังในทุกการขับบนท้องถนน แต่อุบัติเหตุเองก็เกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้น การมีประกันรถยนต์ติดไว้ จะช่วยให้อุ่นใจได้ตลอดทุกการเดินทาง

อย่างการทำประกันรถยนต์ออนไลน์ได้ง่าย ๆ ได้ที่ แรบบิท แคร์ เรารวบรวมเอาประกันภัยเอาไว้แบบครบวงจร จะประกันรถยนต์ชั้นไหนก็มีพร้อมให้บริการ รวมถึงยังมีบริการพิเศษอีกมากมาย เช่น บริการเปรียบเทียบเบี้ยประกัน รับประกันความคุ้มค่า ซื้อตรงจากบริษัทประกันยังไม่ได้เท่านี้ สามารถผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือนผ่อนสบาย ๆ ได้ทั้งบัตรเครดิตและเงินสด ไม่ต้องจ่ายเป็นเงินก้อน แจ้งเคลมก็ง่ายผ่านทาง LINE Official Account

ที่สำคัญ เบี้ยประกันยังจับต้องได้ เหมาะกับไลฟ์สไตล์ และลักษณะการใช้งานรถของคุณ นอกจากนี้ยังมีศูนย์ซ่อมกระจายอยู่ทั่วประเทศ อยากซ่อมรถแบบไหน ที่ไหน คุณเลือกได้เอง เพียงสมัครประกันรถยนต์กับ แรบบิท แคร์ คลิกเลย!

ความคุ้มครองประกันรถยนต์

ความคุ้มครองรถผู้ทำประกัน
ประเภทประกันภัย
ชั้น 1
ชั้น 2+
ชั้น 2
ชั้น 3+
ชั้น 3
ชนแบบมีคู่กรณีชนแบบมีคู่กรณี
x
x
ชนแบบไม่มีคู่กรณีชนแบบไม่มีคู่กรณี
x
x
x
x
ไฟไหม้ไฟไหม้
x
x
รถหายรถหาย
x
x
ภัยธรรมชาติภัยธรรมชาติ
x
x
ช่วยเหลือ 24 ชม. ช่วยเหลือ 24 ชม.
x
x
x
ซื้อประกันรถยนต์   
คลิก
คลิก
คลิก
คลิก
คลิก
ความคุ้มครองอื่นๆ ครอบคลุมทุกชั้นประกัน
คุ้มครองคู่กรณี และทรัพย์สินคู่กรณี
อุบัติเหตุ ค่ารักษาพยาบาลบุคคลที่สาม
คุ้มครองชิวิตบุคคลที่สาม
คุ้มครองชีวิตผู้ขับขี่
ค่ารักษาพยาบาลตัวผู้ขับขี่
การประกันตัวผู้ขับขี่

ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของเรา