แคร์ยานยนต์

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่นำรถเช็กระยะตามกำหนด

ผู้เขียน : คะน้าใบเขียว

นักเขียนรุ่นไฮบริด เขียนบทความด้านการบริหารเงินส่วนบุคคลและการลงทุนต่าง ๆ กว่า 7 ปี เริ่มต้นที่งานเขียนที่ Rabbit Finance จนย้ายมาที่ Rabbit Care

close
 
 
Published: January 20,2021

หลายคนสงสัยว่าจำเป็นต้องนำรถเข้าเช็กระยะตามกำหนดไหม ถ้าไม่เช็กระยะจะเกิดปัญหาอะไรบ้างไหมนะ?  วันนี้เรามีคำตอบ

 

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่นำรถเช็กระยะตามกำหนด 

 

ตามหลักแล้ว เราควรจะนำรถไปเช็กระยะทางตามกำหนด มิฉะนั้นจะมีผลกับการรับประกัน หากไม่ทำ นอกจากนี้ ยังเป็นการทำเพื่อเป็นการป้องกันอาการสีกหรอ เสื่อมสภาพของเครื่องยนต์ ภายในรถยนต์ เพราะหากเดิดอะไรขึ้น จะได้แก้ไขได้ทัน

ดังนั้น การนำรถเข้าเช็กระยะตามกำหนด จึงเป็นอีกหนทางที่ช่วยให้มั่นใจในการใช้รถยนต์ในการขับขี่ให้ปลอดภัยมากขึ้น นั้นเอง 

โดยปกติรถใหม่มีกำหนดการนำรถเข้าศูนย์เพื่อ เช็กระยะ ทุกๆ 6 เดือน หรือ 10,000 กิโลเมตร จนครบกำหนด เช็กระยะ ตามคู่มือ คือ 100,000 กิโลเมตร และเมื่อนำรถเข้ารับบริการตามกำหนด ทางศูนย์บริการจะทำการตรวจเช็กสภาพรถ 

 

ซึ่งการเช็กระยะแต่ละครั้ง ควรมีการตรวจสอบและเปลี่ยนอะไหล่ต่างๆ เพื่อให้รถอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์  ซึ่งสิ่งที่ต้องตรวจสอบส่วนต่างๆ เช่น 

 

น้ำมันเครื่อง ล้วนมีอายุการใช้งาน ซึ่งการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องจะช่วยให้เครื่องยนต์สะอาดขึ้น ช่วยลดการสึกหรอและทำให้การหล่อลื่นของชิ้นส่วนต่างๆ ดีขึ้น

ไส้กรองระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไส้กรองอากาศเครื่องยนต์, ไส้กรองอากาศแอร์, ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งต่างก็มีกำหนดในการเปลี่ยน เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดการสิ้นเปลืองของน้ำมันเชื้อเพลิงนั่นเอง

ระดับของเหลวและการรั่วซึมของระบบต่างๆ ภายในเครื่องยนต์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ได้แก่ น้ำมันเกียร์, น้ำมันเฟืองท้าย, น้ำมันเบรก, น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์, น้ำยาหม้อน้ำ, น้ำยาฉีดล้างกระจก เป็นต้น โดยไม่มีสีหรือกลิ่นที่ผิดปกติ และไม่เกิดการรั่วซึมตามท่อทางเดิน

ยางปัดน้ำฝนและน้ำฉีดกระจก ว่ายังทำงานปกติ ไม่เสื่อมสภาพ เพราะธรรมชาติของยางปัดน้ำฝน แม้จะไม่ได้ใช้งาน แต่ก็ชำรุดและเสื่อมโทรมได้ ทางที่ดีควรเปลี่ยนยางปัดน้ำฝน ปีละ 1 ครั้ง

ระบบไฟส่องสว่าง เพราะการทำงานของสัญญาณไฟต่าง ถ้ามีความพร้อมในการใช้งาน จะทำให้การขับขี่ราบรื่น และปลอดภัยมากขึ้น

 

 

สภาพของสายพานว่าไม่มีเสื่อมสภาพ เพราะหากเกิดเสื่อมสภาพ และไม่ทำการเปลี่ยน จะส่งผลทำให้เกิดเสียงดังหรือขาดได้ จึงควรตรวจเช็กให้มีความตึงในระดับที่เหมาะสม พร้อมใช้งานเสมอ

แบตเตอรี่ ควรทำการตรวจสอบว่าแบตเตอรี่ยังอยู่ในสภาพดีสม่ำเสมอ โดยสังเกตจากการสตาร์ทรถ

ระบบเบรก โดยทั่วไปแล้วช่างจะทำการเช็กว่าเบรกยังอยู่ในสภาพดีไหม ความหนาของผ้าเบรกเหลือน้อยแล้วหรือยัง ซึ่งตามมาตรฐานแล้วผ้าเบรกควรเปลี่ยนเมื่อความหนาของผ้าเบรกอยู่ที่ 3 มิลลิเมตร หรือต่ำกว่า ที่สำคัญควรเช็กรอยรั่วซึมของท่อทางน้ำมันเบรก

สภาพยาง ยางที่มีประสิทธิภาพการใช้งานที่เหมาะสม ควรมีความลึกมากกว่า 3 มม. ไม่รั่วซึมหรือเกิดการสึกหรอใดๆ และควรปรับแรงดันลมยางตามมาตรฐานกำหนด 

ช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยว เพื่อให้รถสามารถทรงตัวได้ดี ทำให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจมากขึ้น โดยช่างจะทำการตรวจสอบการรั่วซึมและการทำงานของโช๊คอัพ การสึกหรอของชิ้นส่วนต่างๆ เช่น ลูกหมาก, ลูกปืนล้อ ยางหุ้มเพลา เป็นต้น

 

จะเห็นได้ว่า การตรวจสภาพรถยนต์นั้น นอกจากจะช่วยในเรื่องการต่อประกันภัยต่างๆ แล้ว ยังช่วยให้การขับขี่นั้นปลอดภัยมากยิ่งขึ้นอีกด้วย 

 

อัปเดทรถยนต์ใหม่ ราคาโดน ๆ พร้อมโปรโมชั่นที่น่าสนใจ ต้องนึกถึง one2car.com และ ประกันรถยนต์สุดเจ๋ง จาก Rabbit Care

สนับสนุนบทความดี ๆ โดย Autospinn และติดตามเรื่องรถใหม่ก่อนใคร


 

บทความแคร์ยานยนต์

Rabbit Care Blog Image 90777

แคร์ยานยนต์

อุปกรณ์ในรถ emergency มีอะไรบ้างที่ควรเตรียมไว้เผื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน

อุบัติเหตุหรือเหตุฉุกเฉินมักเกิดขึ้นแบบไม่คาดฝัน ทำให้ผู้ใช้รถยนต์ทุกคนสงสัยว่าอุปกรณ์ในรถ emergency มีอะไรบ้างที่เราควรเตรียมเผื่อเอาไว้รับมือ
Thirakan T
18/06/2024
Rabbit Care Blog Image 91011

แคร์ยานยนต์

แอร์รถเหม็น แอร์รรถมีกลิ่น มาจากสาเหตุไหนเป็นหลัก

แอร์รถเหม็น หรือแอร์รถมีกลิ่น ถือเป็นปัญหาใหญ่อย่างมากที่เจ้าของรถหลายคนต้องพบเจอ โดยแทบไม่ทราบสาเหตุเลยว่าแท้จริงแล้วมันเกิดจากอะไรกันแน่
Thirakan T
07/06/2024
Rabbit Care Blog Image 90961

แคร์ยานยนต์

กรมขนส่งอัปเดตใหม่ ลดภาษีรถไฟฟ้า ตั้งแต่วันนี้ ถึงตอนไหน เจ้าของรถไฟฟ้ารีบเช็กด่วน!

แนวโน้มการบริโภครถยนต์ไฟฟ้าในตลาดรถยนต์เพิ่มขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง แต่เรื่องภาษีรถไฟฟ้าที่ทางกรมขนส่งได้มีการอัปเดตข้อมูลชุดล่าสุด
Thirakan T
03/06/2024