แคร์ไลฟ์สไตล์

Work from Home อย่างไรให้มี Work-Life Balance

ผู้เขียน : กองบรรณาธิการ

ทีมกองบรรณาธิการ กลุ่มนักเขียนผู้มีประสบการณ์ด้านรถยนต์ การเงิน และประกันภัย ของ แรบบิท แคร์ ที่เปิดดำเนินการมาแล้วมากกว่า 10 ปี

close
Published April 30, 2020

“บริษัทให้ Work from Home เหรอ แบบนี้ก็ดีสิ ไม่เสี่ยงเดินทางให้ติดโรค แถมยังได้ทำงานอยู่บ้านสบาย ๆ อีกด้วย”  นี่อาจจะเป็นความคิดแรกที่ใครหลายคนคิดตอนที่รู้ข่าวจากบริษัทว่าเราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการทำงานมาเป็น Work form Home แต่ขึ้นชื่อว่าวิธีการทำงานใหม่ ๆ ยังไงเราก็ต้องปรับตัวกันเพราะ Work form Home ไม่ได้สบาย ๆ อย่างที่หลายคนคิด JobThai ได้รับฟีดแบ๊กมาจากหลาย ๆ คน พบว่าบางส่วนได้ทำแล้วก็รู้สึกว่าใช่ Work from Home นี่แหละคือสิ่งที่ฉันตามหา แต่อีกส่วนกลับรู้สึกว่าวิธีการนี้มันเหนื่อยมากกว่าทำงานในออฟฟิศเสียอีก 

คนที่แฮปปี้ก็อาจจะเป็นเพราะว่าการ Work from Home ทำให้เขาโฟกัสกับงานได้เต็มที่ แต่บางคนที่รู้สึกเหนื่อยกับการทำงานที่บ้านก็เพราะรู้สึกว่าบ้านที่เคยเป็นที่สำหรับพักผ่อน กลายเป็นที่ทำงานไปแล้ว ทำให้ชีวิตส่วนตัวกับงานมันผสมปนเปกันไปหมด เส้นแบ่งเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวที่เคยมีมันหายไป  


ไม่แปลกที่เราจะไม่มี Work-Life Balance เมื่อเรา Work from Home

การทำแบบ Work from Home มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Remote Working ในสภาวะปกติแล้วแค่มีโน้ตบุ๊คกับอินเทอร์เน็ตดีก็ทำให้เราจะทำงานตอนไหน หรือจากมุมไหนของโลกก็ได้ ถ้าอยากจะประชุม ก็แค่ใช้ Video Conference หรือถ้าอยากจะส่งงาน ก็โยนลงไปที่ Cloud Server แค่นั้น ซึ่งวิธีการทำงานที่หยืดหยุ่นมาก ๆ แบบนี้ทำให้ชีวิตส่วนตัวและการทำงานผสมผสานกันจนแยกไม่ออก หรือที่เราเรียกกันว่า “Work-Life Integration”  ซึ่งแตกต่างกับการ Work-Life Balance ที่เราแบ่งแยกเรื่องงานกับชีวิตชัดเจนนั่นเอง บางคนอาจจะปรับตัวได้แล้วพบว่าแบบนี้มันก็ดีเหมือนกันนะ แต่ถ้าคุณทำไปสักพักแล้ว รู้สึกว่าตัวเอง 

  • เริ่มควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เครียด กังวล กระวนกระวาย อยู่ตลอดเวลา
  • ละเลยการดูแลตัวเองทั้งเรื่องสุขภาพและรูปลักษณ์
  • รู้สึกไม่ค่อยสบายอยู่ตลอดเวลา เป็นสัญญาณที่ร่างกายบอกว่าควรปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่างแล้ว
  • งานที่ประเมินไว้ว่าจะส่ง ทำได้ไม่ตรงเวลา       
  • เริ่มละเลยคนสำคัญรอบตัว เช่น ครอบครัว หรือเพื่อนสนิท

ถึงเวลาแล้วที่จะต้องลุกขึ้นมาจัดการการชีวิตให้กลับมามี Work-Life Balance ได้แล้ว


หาจุดที่พอดีให้ได้

การมี Work-Life Balance ไม่ได้หมายความว่าเราต้องขีดแบ่งชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานเท่ากันแบบเป๊ะ ๆ  แต่ละคนให้ความสำคัญกับแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน Balance ของแต่ละคนเองก็เลยไม่เหมือนกัน เราต้องหาจุดที่พอดีของตัวเองให้ได้ และความพอดีในวันนี้อาจจะไม่เท่ากับความพอดีของวันพรุ่งนี้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับลำดับความสำคัญของตัวเราเอง

ตัวเราเองก็ต้องทำความเข้าใจ และรู้ตัวให้ได้ว่าเราให้ความสำคัญกับอะไร ถามตัวเองว่าแนวทาง Work-Life Balance ที่กำลังทำนั้นโอเคหรือไม่ เรามีความสุขที่จะทำมันไหม อย่าบอกตัวเองว่า “คนนั้นทำแบบนั้นได้ ฉันก็ต้องทำได้” เพราะอย่างที่บอกไป แต่ละคนให้ความสำคัญในแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน  

เราไม่สามารถแยกพื้นที่ทำงานกับพื้นที่ส่วนตัวได้ แต่เราแบ่งเวลาให้ทั้ง 2 อย่างได้ 

พอเรานั่งทำงานอยู่กับบ้านแล้วข้อดีคือเราจะควบคุมสภาพแวดล้อมให้เป็นไปตามที่เราชอบได้ อยากให้เงียบหรือจะเปิดเพลงเสียงดังก็ทำได้ แต่สิ่งที่จะทำให้เราวอกแวกก็คือเราจะเผลอคิดถึงเรื่องเกี่ยวกับที่บ้านในขณะทำงาน หรือเมื่อถึงเวลาพักผ่อนแล้วกลับยังหมกมุ่นกับเรื่องงานอยู่ พยายามแยกสิ่งที่ต้องทำในเวลาทำงานกับทำเวลาพักผ่อนออกจากกันอย่างเด็ดขาด ตั้งใจกับการทำงานเมื่ออยู่ในเวลางาน และให้เวลากับตัวเองและครอบครัวอย่างเต็มที่เมื่อถึงเวลาเลิกงาน 

ประเมินสถานการณ์ให้ได้ ปฏิเสธในบางเรื่อง และขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น 

ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธคำขอร้องทุกอย่างตลอดเวลา แต่เป็นการปฏิเสธสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ หรือถ้าทำแล้วจะกระทบกับเรื่องอื่น ๆ ไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่ทำงาน เช่น การปฏิเสธเรื่องงานที่นอกเหนือความรับผิดชอบมากเกินไป แต่ถึงจะทำการปฏิเสธก็ไม่ควรที่จะใช้การพูดที่แสดงถึงความก้าวร้าว หรือใช้คำพูดที่ไม่ดีในการปฏิเสธเช่นกัน  

รวมถึงการขอความช่วยเหลือจากคนอื่นในเรื่องที่เราไม่สามารถทำได้จริง ๆ ก็จะช่วยให้ลดความกดดันจากงานได้ บางครั้งเราต้องเลิกที่จะเก็บเอางานและปัญหาทุกอย่างไว้กับตัวเอง การเปิดเผยมันออกไปโดยการพูดคุยกับใครสักคน เช่น หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานอาจทำให้แก้ปัญหาที่คิดไม่ตกมานานได้ง่ายขึ้น


อย่าละเลยสิ่งที่ตัวเรามีความสุข

เมื่อต้อง Work from Home เวลางานอาจจะกัดกินเวลาส่วนตัวไปพอสมควร ก็ต้องกระชับพื้นที่ยึดความสุขกลับมาสู่ตัวเองบ้าง ให้เวลากับตัวเองโดยการทำอะไรบางอย่างที่เราชอบและสนุกหรือมีความสุขไปกับมัน โดยไม่ต้องให้เวลาหรือ To-do List ต่าง ๆ มาจำกัดขอบเขต เช่น การอ่านหนังสือ ดูซีรีส์ที่เราชอบ หรือนอนกลิ้งอยู่บนโซฟา รวมไปถึงการปิดการติดต่อที่ไม่จำเป็นต่าง ๆ นอกเวลางานด้วย อย่าไปรู้สึกผิดเพราะเราพักผ่อน เพราะการพัก เอาตัวเองจากงานบ้างเป็นการ Recharge ตัวเอง เพื่อที่เราจะกลับไปทำงานได้อย่างสดใสมากขึ้นนั่นเอง 

ถ้าใครได้ทำงานแบบ Work from Home แล้วรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน ก็ลองนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้ดู แต่ถ้าลองดูแล้วมันก็ยังไม่เวิร์ค บางทีเราก็ต้องอาจมองหาสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ที่จะทำให้เรากระฉับกระเฉงมากขึ้น อาจจะเป็นงานในบริษัทใหม่นั่นเอง แต่จะหางานใหม่ตอนนี้ก็กังวลว่าจะยังมีใครมาสัมภาษณ์งานช่วงนี้เหรอ ก็ต้อง Social Distancing กันอยู่รึเปล่า JobThai ของบอกเลยว่ายังมีบริษัทอีกมายมายที่ยังรับสมัครคนเข้าทำงานอยู่ แค่ปรับเปลี่ยนวิธีการสัมภาษณ์มาใช้การสัมภาษณ์แบบออนไลน์แทน ถ้าใครสนใจละก็ลองค้นหาใน JobThai  ได้เลย


 

บทความแคร์ไลฟ์สไตล์

แคร์ไลฟ์สไตล์

อาหารขยะ (Junk Food) คืออะไร ? ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไร ?

ในยุคปัจจุบัน อาหารขยะ หรือ Junk Food นั้น กลายเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากด้วยความง่าย รวดเร็ว สะดวกสบายในการหาซื้อรับประทาน
Nok Srihong
12/04/2024

แคร์ไลฟ์สไตล์

จิ้งจกเข้ารถ ทำยังไงดี จะมีผลเสียอะไรตามมาไหม

ปัญหาอย่างจิ้งจกเข้ารถสำหรับบางคนอาจเป็นเรื่องใหญ่มาก สำหรับการขับขี่ ด้วยความกลัวที่ทำให้ไม่สามารถเผชิญหน้าได้
Thirakan T
12/04/2024

แคร์ไลฟ์สไตล์

ศิลปะการแสดงสุดคลาสสิคอย่าง ‘ละครเวที’ คืออะไร ทำไมถึงได้รับความนิยมจนถึงยุคปัจจุบัน

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบศิลปะ วรรณกรรม หรือการแสดงนั้นคงรู้จักเกี่ยวกับละครเวทีกันมาบ้าง
คะน้าใบเขียว
12/04/2024