ความเร็วรถยนต์ตามกฎหมายไทย ปีล่าสุด ขับเร็วแค่ไหนถึงโดนจับ?

กองบรรณาธิการ
ผู้เขียน: กองบรรณาธิการ Published: กุมภาพันธ์ 27, 2026
กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมกองบรรณาธิการ กลุ่มนักเขียนผู้มีประสบการณ์ด้านรถยนต์ การเงิน และประกันภัย เนื้อหาผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ประกันวินาศภัย เพื่อให้ข้อมูลถูกต้อง อัปเดตสม่ำเสมอ และมีความน่าเชื่อถือ โดย แรบบิท แคร์ ที่เปิดดำเนินการมาแล้วมากกว่า 10 ปี เป็นนายหน้าประกันภัยที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีที่ตั้งสำนักงานชัดเจนและช่องทางติดต่อที่ตรวจสอบได้ (ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่ ว00021/2557)
ความเร็วรถยนต์ตามกฎหมาย ขับเร็วแค่ไหนถึงโดนจับ

ในยุคที่ถนนเต็มไปด้วยรถยนต์หลากหลายประเภท การควบคุมความเร็วรถยนต์ จึงเป็นหัวใจสำคัญของการลดอุบัติเหตุ เพื่อรักษาความปลอดภัยทั้งตัวผู้ขับขี่และผู้ร่วมทาง เพราะการขับรถเร็วเพียงไม่กี่กิโลเมตรต่อชั่วโมง อาจหมายถึงความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม แล้วกฎหมายไทยกำหนดเพดานความเร็วเท่าไหร่ ขับเร็วขนาดไหนถึงโดนจับ และถ้าโดนจับความเร็ว จะต้องเสียค่าปรับเท่าไร

บทความนี้ แรบบิท แคร์ รวมทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับความเร็วรถยนต์ ให้เข้าใจง่าย ครบถ้วน และอัปเดตล่าสุดตามกฎหมายไว้แล้ว ใครที่เป็นมือใหม่หัดขับ หรือผู้ใช้งานรถยนต์เป็นประจำอยากลองทบทวนเรื่องกฎหมายความเร็ว ก็สามารถติดตามอ่านได้เลย

ความเร็วรถยนต์ ที่กฎหมายกำหนดในแต่ละพื้นที่

ประเทศไทยมีการกำหนดความเร็วรถยนต์ ที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งแบ่งแยกอย่างแตกต่างกันตามประเภทของถนนและประเภทของรถ เช่น รถยนต์ส่วนบุคคล รถบรรทุก หรือรถจักรยานยนต์ โดยการจำกัดความเร็วนั้นเพื่อความปลอดภัยและควบคุมการใช้รถให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม

สรุปเพดานความเร็วรถยนต์ล่าสุดที่ควรรู้

สรุปเพดานความเร็วรถยนต์ล่าสุดที่ผู้ใช้งานรถยนต์ควรรู้เอาไส้ โดยแบ่งออกตามประเภทถนน 4 ประเภท คือ ถนนทางหลวงทางตรง 4 เลนขึ้นไป, ถนนทางหลวงในเมือง, ถนนในเขตชุมชน / โรงเรียน / ตลาด และทางหลวงแยกต่างระดับหรือทางด่วน ซึ่งถนนแต่ละเส้นสามารถขับรถตามกำหนดความเร็วได้ ดังนี้

  • ถนนทางหลวงทางตรง 4 เลนขึ้นไป ไม่เกิน 120 กม./ชม.
  • ถนนทางหลวงในเมือง ไม่เกิน 80 กม./ชม.
  • ถนนในเขตชุมชน / โรงเรียน / ตลาด ไม่เกิน 30-50 กม./ชม.
  • ทางหลวงแยกต่างระดับหรือทางด่วน สูงสุดไม่เกิน 120 กม./ชม.

สำหรับขับรถในเมือง ความเร็ว จะถูกกำหนดที่ไม่เกิน 80 กม./ชม. เพื่อความปลอดภัยในการใช้ถนนร่วมกับคนเดินเท้าและรถขนาดเล็ก ส่วนในเขตชุมชน กฎหมายกำหนดให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. และบางพื้นที่เช่นหน้าโรงเรียน อาจกำหนดให้เหลือเพียง 30 กม./ชม. 

ฉะนั้นถึงแม้เวลาที่เราขับขี่ถนนจะว่างแค่ไหน ต้องคำนึงถึงเรื่องกฎหมายความเร็ว และความปลอดภัยในการขับขี่ให้มากที่สุดอยู่เสมอ

กฎหมายใหม่กำหนดเพดานความเร็วรถเท่าไหร่?

จากประกาศล่าสุดของกระทรวงคมนาคมปี 2565 ได้มีการอัปเดตกฎหมายความเร็วรถล่าสุด โดยให้รถยนต์ทั่วไป สามารถวิ่งได้ไม่เกิน 120 กม./ชม. เฉพาะในถนนทางหลวงทางตรงที่มีเลนมากกว่า 4 เลนขึ้นไป และไม่มีทางร่วมทางแยกในระยะ 1 กม. และมีการกำหนดให้ใช้ความเร็วขั้นต่ำ 100 กม./ชม. สำหรับช่องขวาสุด รวมถึงมีการกำหนดระยะตรวจจับด้วยกล้องจับความเร็วบนทางหลวงสายหลักทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีข้อยกเว้นสำหรับรถบางประเภท เช่น รถบรรทุก รถโดยสาร ที่ความเร็วสูงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 90-100 กม./ชม. ตามกฎหมายรถยนต์ที่บังคับใช้อีกด้วย

ระบบจับความเร็วรถใช้งานยังไง

ระบบจับความเร็วรถใช้งานยังไง? กล้องตรวจจับแม่นแค่ไหน

หลายคนอาจสงสัยว่าจับความเร็วที่เราเห็นบ่อย ๆ จากข่าวว่าถูกถ่ายภาพแล้วส่งใบสั่งมาที่บ้านนั้นตรวจยังไง ทำไมถึงสามารถจัดการได้อย่างแม่นยำ จนทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์ส่วนมาก ต่างก็ต้องเคยได้รับใบสั่งรูปถ่ายส่งมาสักครั้ง โดยวิธีวัดความเร็วรถของตำรวจจราจร มีดังนี้

  • ใช้อุปกรณ์ Radar Gun ตรวจวัดความเร็วแบบทันที
  • กล้องตรวจจับอัตโนมัติ (Speed Camera) ที่ติดตั้งไว้ตามทางหลวงและจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ
  • ระบบ AI ควบคุมการวัดความเร็วและส่งข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลกรมขนส่งฯ

ซึ่งระบบเหล่านี้สามารถวัดความเร็วรถได้แม่นยำในระดับ ±2 กม./ชม. และทันทีที่ตรวจพบว่ามีการขับรถเกินความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด ระบบจะจัดทำใบสั่งอัตโนมัติและส่งถึงเจ้าของรถทันที เหตุนี้เองผู้ใช้งานรถใช้ถนนหลายคน เวลาเดินทางไปไหนก็ตาม มักมีโอกาสได้รับใบสั่งส่งตรงถึงหน้าบ้าน ก่อนจะรู้ตัวว่าทำผิดกฎหมายความเร็วเสียอีก

ขับรถเร็วเกินกฎหมาย โทษอะไรบ้าง?

ขับรถเร็วเกินกําหนด โทษอะไรบ้าง? หากอ้างอิงตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 (และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ระบุว่าความผิดฐานขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท และหากเป็นผู้กระทำผิดซ้ำ อาจถูกยึดใบขับขี่ชั่วคราว นอกจากนี้ หากขับรถในเขตชุมชน ความเร็วเกิน 50 กม./ชม. แล้วเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง อาจมีความผิดฐานประมาทร่วมด้วย ซึ่งส่งผลต่อความคุ้มครองประกันภัยได้ 

ฉะนั้นหากไม่อยากเกิดกรณีข้อพิพาทกับเงื่อนไขความคุ้มครองของประกันภัยที่สมัครไว้ แนะนำให้ตรวจสอบรายละเอียดกรมธรรม์อีกทีหนึ่ง พร้อมกับปรับพฤติกรรมการขับขี่ให้ปลอดภัยอยู่เสมอ เพื่อให้ทั้งผู้ขับขี่ ผู้ใช้ท้องถนนทุกคนเดินทางอย่างปลอดภัย

ค่าปรับความเร็วล่าสุด ปรับกี่บาท? เช็กก่อนโดน

ปัจจุบันขับรถเกินความเร็ว ค่าปรับมีการกำหนดให้เหมาะสมกับพฤติกรรมเสี่ยง โดยแบ่งค่าปรับตามระดับความเร็วที่เกินกฎหมาย ตั้งแต่ความเกินกว่าที่กำหนดไป 20 กม./ชม. จนถึงขับเร็วเกินกำหนดกว่า 41 กม./ชม. จะมีอัตราค่าปรับขับรถเร็วต่างกันออกไป ดังนี้

  • เกินไม่เกิน 20 กม./ชม. ปรับ 400-500 บาท
  • เกิน 21-40 กม./ชม. ปรับ 500-800 บาท
  • เกิน 41 กม./ชม. ขึ้นไป ปรับสูงสุด 1,000 บาท
  • ทำผิดซ้ำบ่อยครั้ง เสี่ยงถูกระงับใบขับขี่

ดังนั้นก่อนเหยียบคันเร่งแรง ๆ ควรเช็กความเร็วที่ขับ และรู้ค่าปรับความเร็วให้ดี เพื่อลดโอกาสถูกลงโทษและเสียค่าปรับโดยไม่รู้ตัว

คำแนะนำเพิ่มเติม การจะถูกระงับใบขับขี่นั้นเกิดจากการถูกตัดแต้มตามระบบใบขับขี่จนเหลือ 0 คะแนน จะถูกพักการใช้ใบขับขี่ ห้ามขับรถ 90 วัน ถ้ามีการฝ่าฝืนขับขี่รถยนต์ช่วงที่พักอยู่ จะถูกจำคุก 3 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท ถ้าหากมีการถูกพักใบขับขี่เกิน 3 ครั้ง จะถูกเพิกถอนใบขับขี่ทุกประเภททันที สำหรับคนที่ต้องการคะแนนคืน เมื่อครบ 1 ปีคะแนนจะคืนมาเป็น 12 คะแนนอัตโนมัติ แต่ถ้าคะแนนน้อยกว่า 6 คะแนน ต้องอบรมเพื่อคืนคะแนน (ทำได้แค่ปีละ 2 ครั้ง) และกรณีเหลือ 0 ถูกพักใบขับขี่ ต้องดำเนินการอบรมพร้อมทดสอบใหม่อีกครั้ง

ทำไมการจำกัดความเร็วรถยนต์จึงสำคัญ

ทำไมการจำกัดความเร็วรถยนต์จึงสำคัญ?

เหตุผลที่รัฐต้องจำกัดความเร็ว ก็เพราะความเร็วที่ไม่เหมาะสมเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะในเมืองหรือเขตชุมชน

  • เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้เดินถนน หากขับไม่เกิน 30-40 กม./ชม. โอกาสรอดชีวิตหากถูกรถชนสูงถึง 90%
  • ลดระยะเบรก เพราะการขับขี่ด้วยความเร็วสูง หมายถึงต้องใช้ระยะเบรกไกลขึ้น
  • ช่วยให้มีเวลาตัดสินใจหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

นอกจากนี้ขับรถในเขตชุมชน ความเร็วที่มากเกินไปยังถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ของผู้ใช้ถนนร่วม เช่น นักเรียน คนสูงอายุ หรือคนพิการ ที่มีโอกาสเสี่ยงอุบัติเหตุสูง

ขับรถเร็วแล้วประกันคุ้มครองไหม? เสี่ยงอะไรบ้าง

คำถามสำคัญ คือ ขับรถเร็ว แล้วเกิดอุบัติเหตุ ประกันยังคุ้มครองไหม? คำตอบคือ คุ้มครองเฉพาะกรณีที่ไม่ขัดต่อเงื่อนไขกรมธรรม์ เช่น หากขับเร็วเกินกฎหมายแล้วไม่ได้มีพฤติกรรมเสี่ยงอื่น เช่น แข่งรถ เมาแล้วขับ หรือหลบหนีเจ้าหน้าที่ ประกันภัยยังสามารถจ่ายค่าสินไหมให้ตามปกติ แต่หากบริษัทประกันสามารถพิสูจน์ได้ว่า ผู้ขับขี่ ตั้งใจฝ่าฝืนกฎหมาย โดยขับรถด้วยความเร็วเกินกำหนด หรือมีการขับรถอย่างประมาทเลินเล่อร้ายแรง บริษัทมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม และยกเลิกความคุ้มครองทันที

สำหรับผู้ใช้งานรถที่กำลังตามหาที่ ต่อประกันรถยนต์ออนไลน์ ที่เหมาะสมต่อการขับขี่ มีความคุ้มครองครอบคลุมตอบโจทย์ สามารถติดต่อสอบถามโดยตรงได้จาก แรบบิท แคร์ ผ่านเบอร์ 1438 (24 ชม.) พร้อมรับส่วนลดสูงสุ ดถึง 70%

สรุป

สรุปแล้วการใช้รถบนถนนในปัจจุบัน นอกจากจะต้องมีใบขับขี่และต่อภาษีให้ถูกต้องแล้ว การเคารพกฎหมายความเร็วรถล่าสุด ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนควรใส่ใจ เพราะส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด โดยข้อแนะนำสำหรับผู้ขับขี่ที่ดี ควรเริ่มจากการเช็กป้ายจำกัดความเร็วทุกครั้งก่อนขับ หลีกเลี่ยงการขับในช่องขวาสุดหากไม่จำเป็นต้องเร่งแซง เปิด Google Maps เพื่อดูตำแหน่งกล้องตรวจจับความเร็ว และติดตั้ง Cruise Control หรือระบบเตือนความเร็วหากมีในรถ เพราะการขับรถให้ไม่เกินความเร็วที่กฎหมายกำหนด ไม่เพียงแค่ช่วยให้คุณรอดพ้นจากค่าปรับความเร็วเท่านั้น แต่ยังทำให้คุณและคนรอบข้างปลอดภัยมากขึ้นด้วย

ที่มา

  • ●  ระบบบันทึกคะแนนความประพฤติในการขับรถ :
  • ●  ขับรถเร็วแค่ไหน ความเร็วเท่าไหร่ไม่โดนปรับ :

ขับขี่ปลอดภัย ซื้อประกันง่ายๆ ที่ แรบบิท แคร์

การขับขี่รถอย่างปลอดภัยไม่ใช่แค่ลดอุบัติเหตุ แต่ยังช่วยประหยัดเบี้ยประกันรถยนต์ ในระยะยาวได้อีกด้วย หากประกันใกล้หมดอายุ เริ่มต้นด้วยการ เช็คเบี้ยประกันรถยนต์ แล้วดำเนินการ ต่อประกันรถยนต์ออนไลน์ ผ่านระบบ Rabbit Care ที่สะดวก เช็คเบี้ยหลายบริษัทชั้นนำในที่เดียว รองรับทั้ง ประกันรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) และภาคสมัครใจในขั้นตอนเดียว เริ่มเลยวันนี้

 

บทความแคร์ขับขี่ปลอดภัย

เลี้ยว หมายถึง

แคร์ขับขี่ปลอดภัย

เลี้ยวรถอย่างมืออาชีพ ด้วยคู่มือฉบับสมบูรณ์เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน

การขับรถบนท้องถนนนั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย และหนึ่งในทักษะที่สำคัญที่สุดคือการ เลี้ยวรถ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หรือการกลับรถ
Natthamon
31/03/2025
ในการบรรทุกสิ่งของ ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติอย่างไร

แคร์ขับขี่ปลอดภัย

ในการบรรทุกสิ่งของ ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติอย่างไรให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด

การบรรทุกของไม่ว่าจะเป็นบนรถกระบะ หรือรถบรรทุกขนาดใดก็ตาม กฎหมายมีการระบุเอาไว้อย่างชัดเจน ในเรื่องของระยะความกว้าง ยาว สูง
Natthamon
20/03/2025
วิธีแก้ง่วงตอนขับรถ

แคร์ขับขี่ปลอดภัย

วิธีแก้ง่วงตอนขับรถ ขับรถแล้วง่วงต้องทำอย่างไร เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

สายขับรถเดินทางไกลต้องอ่าน วิธีแก้ง่วงตอนขับรถ อะไรบ้างที่ช่วยแก้ง่วงขับรถ ขับรถแล้วง่วงจะต้องทำอย่างไร รวมทริคดี ๆ ที่เหล่านักเดินทาง
Natthamon
03/03/2025