ค่าเสียหายส่วนแรก คืออะไร? Excess vs Deductible แบบเข้าใจง่าย
ค่าเสียหายส่วนแรก (Excess/Deductible) โดยหลักแล้ว คือ เครื่องมือที่จูงใจให้ผู้ทำประกันเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ และป้องกันการเคลมพร่ำเพรื่อ หรือเคลมเล็กๆ น้อยๆ เนื่องจากผู้ขับขี่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองตามจำนวนเงินที่ตกลงไว้ในกรมธรรม์ ในกรณีที่เป็นฝ่ายผิด หรือไม่สามารถระบุคู่กรณีได้
ซึ่งค่าเสียหายส่วนแรกอาจมีส่วนช่วยให้เบี้ยประกันถูกลง จากกรณีที่บริษัทประกันลดความเสี่ยงการเคลมที่ไม่จำเป็นได้ เหมาะกับผู้ขับขี่ที่มีความชำนาญ ไม่ค่อยเคลม หรือขับขี่รถน้อย
ค่าเสียหายส่วนแรก คืออะไร?
ค่าเสียหายส่วนแรก (Excess/Deductible) คือ จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายเอง เมื่อมีการเคลมประกันรถยนต์ โดยเฉพาะในกรณีที่ ไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ชัดเจน (Excess) เช่น รถมีรอยขีดข่วนโดยไม่รู้สาเหตุ หรือ เป็นฝ่ายผิด ในขณะที่ค่า Deductible คือ การตกลงกันตั้งแต่ทำประกันเพื่อลดเบี้ยประกัน เป็นกลไกลที่ช่วยลดความเสี่ยงของบริษัทประกันและป้องกันการเคลมซ่อมเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่จำเป็น

ค่า Excess กับ Deductible ต่างกันอย่างไร?
ค่า Excess คือค่าเสียหายส่วนแรกแบบภาคบังคับ ที่ต้องจ่ายเมื่อเคลมประกันชั้น 1 แบบไม่มีคู่กรณีหรือระบุสาเหตุไม่ได้ เช่น เคลมสีรอบคันโดยไม่มีอะไรชน ส่วนค่า Deductible (ดีดัก) คือค่าเสียหายส่วนแรกแบบ สมัครใจ ที่เลือกจ่ายเองเพื่อรับส่วนลดเบี้ยประกัน และจะถูกเรียกเก็บเมื่อเป็นฝ่ายผิดหรือเคลมแห้ง โดยทั้งสองอย่างคือค่าเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันจ่ายให้บริษัทประกัน แต่มีเงื่อนไขการเรียกเก็บและผลต่อเบี้ยประกันต่างกัน
ค่า Excess คืออะไร?
ค่า Excess คือ ค่าเสียหายส่วนแรกภาคบังคับ ที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายเมื่อเคลมประกันรถยนต์ ในกรณีที่อุบัติเหตุไม่มีคู่กรณีที่ชัดเจน หรือไม่สามารถระบุเหตุการณ์ได้ เช่น รถมีรอยขีดข่วนโดยไม่รู้สาเหตุ, หินกระเด็นใส่, หรือชนวัตถุข้างทางที่หาคู่กรณีไม่ได้ โดยมีอัตราบังคับอยู่ที่ 1,000 บาทต่อเหตุการณ์ ซึ่งต่างจากค่า Deductible ที่เป็นค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจที่เลือกจ่ายเพื่อลดเบี้ยประกัน
ค่า Deductible คืออะไร?
ค่า Deductible หรือ “ค่ารับผิดชอบส่วนแรก” คือ จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยต้องจ่ายเองในส่วนแรกของการเคลมประกัน ก่อนที่บริษัทประกันจะเริ่มจ่ายค่าสินไหมทดแทน โดยเป็นการตกลงกันในกรมธรรม์ เพื่อลดเบี้ยประกันภัยให้ถูกลง แต่จะจ่ายเฉพาะกรณีที่ผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิด หรือต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนแรกเอง ก่อนที่จะให้บริษัทประกันชดเชยส่วนที่เกินมา
เลือก Deductible เท่าไหร่ดี?
การเลือกค่าเสียหายส่วนแรก ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมขับขี่และงบประมาณ กรณีขับรถน้อย ไม่ค่อยเกิดเหตุ อาจเลือกค่าเสียหายส่วนแรกสูง (3,000-5,000+ บาท) ซึ่งจะช่วยลดเบี้ยได้เยอะ แต่ถ้าขับบ่อย หรือเป็นมือใหม่ อาจเลือกค่าเสียหายส่วนน้อย (0-1,000 บาท) ซึ่งจะคุ้มกว่า เพราะจ่ายน้อยกว่าตอนเคลม
ถ้าใช้รถน้อย ควรเลือกค่า Excess หรือค่า Deductible?
ถ้าใช้รถน้อยและขับขี่ระมัดระวัง ควรเลือกจ่ายค่า Deductible เพิ่ม เนื่องจากจะคุ้มค่ากว่า เพราะช่วยลดเบี้ยประกันได้มากกว่า แต่ต้องยอมรับเงื่อนไขกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่สามารถหาคู่กรณีได้ หรือเคลมแห้ง เช่น รถโดนขูดโดยไม่รู้ตัว อาจต้องจ่ายค่า Excess อย่างน้อย 1,000 บาท ดังนั้นแล้ว หากใช้รถน้อย การเลือก ค่า Deductible สูง จะประหยัดเบี้ยรวมในระยะยาวมากกว่า
ประกัน 2+ มีค่าเสียหายส่วนแรกไหม?
สามารถเลือกประกันชั้น 2+ ที่มีค่าเสียหายส่วนแรกได้ ซึ่งจะมีผลทำให้ราคาเบี้ยประกันชั้น 2+ ถูกลงได้
เนื่องจากมีการเลือกกรมธรรม์ที่มีค่าเสียหายส่วนแรก ทั้งนี้ ค่าเสียหายส่วนแรก คือ จำนวนเงินที่ผู้ทำประกัน ต้องจ่ายเองเมื่อแจ้งเคลมประกัน ในกรณีที่ผู้ทำประกันเป็นฝ่ายผิดหรือไม่มีคู่กรณี การเลือกทำประกัน 2+ ที่มีค่าเสียหายส่วนแรกจึงสามารถช่วยลดเบี้ยประกันได้อย่างมีนัยยะสำคัญ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าเสียหายส่วนแรก
กรณีเป็นฝ่ายถูกในอุบัติเหตุ ผู้ทำประกันไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถของตนเอง และยังสามารถเรียกค่าเสียหายอื่นๆ จากฝ่ายผิดได้ แต่อาจต้องเสียค่าเสียหายส่วนแรก หากมีการตกลงทำประกันแบบระบุค่าเสียหายส่วนแรกไว้ในกรมธรรม์ อย่างไรก็ตาม โดยหลักการแล้ว ฝ่ายผิดจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายหรือค่าเสียหายทั้งหมด
ค่าเสียหายส่วนแรก (Excess) จะยกเว้นการจ่ายในกรณีที่สามารถระบุคู่กรณีได้ชัดเจนและเป็นฝ่ายถูก เช่น ชนกับยานพาหนะอื่นที่มีคู่กรณี, ชนเสา/กำแพง/ต้นไม้/ฟุตบาท, หรือชนคน/สุนัข แต่ต้องจ่ายในกรณีที่รถเสียหายไม่มีคู่กรณี หรือหาหลักฐานไม่ได้ เช่น หินกระเด็นใส่, เฉี่ยวสิ่งของ, รถครูดถนน, หรือตกหลุม และรวมถึงการแจ้งสาเหตุไม่ชัดเจน
ค่า Excess และ Deductible คือ “ค่าเสียหายส่วนแรก” ที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายเอง แต่ค่า Deductible เป็นการจ่ายแบบสมัครใจที่ช่วยลดเบี้ยประกัน และจ่ายเมื่อเป็นฝ่ายผิด ในขณะที่ค่า Excess เป็นค่าเสียหายส่วนแรกแบบบังคับ (เริ่มต้น 1,000 บาท) ที่ต้องจ่ายเมื่อเคลมแบบไม่มีคู่กรณี หรือระบุคู่กรณีไม่ได้ ในขณะที่เบี้ยประกัน คือ ค่าใช้จ่ายรายปีในการซื้อความคุ้มครอง ที่ผู้ทำประกันต้องจ่ายให้บริษัทประกันก่อนเกิดเหตุการณ์ใดๆ
ค่าเสียหายส่วนแรก (Excess หรือ Deductible) โดยทั่วไปไม่ได้คืน เพราะเป็นเงินที่ผู้เอาประกันต้องรับผิดชอบเองเมื่อเคลมประกันในกรณีที่เป็นฝ่ายผิด หรือไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ แต่อาจมีวิธีที่ทำให้ไม่ต้องจ่าย หรือขอคืนได้บ้างในบางเงื่อนไข เช่น หากเป็นฝ่ายถูก, เคลมแบบไม่มีคู่กรณีที่ชัดเจน, หรือเลือกซื้อประกันที่ ไม่มีค่า Excess เลยตั้งแต่แรก ซึ่งอาจส่งผลให้เบี้ยประกันสูงขึ้นเมื่อเปรียบกับการเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์แบบมีค่าเสียหายส่วนแรก
ค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible / Excess) จะจ่ายให้กับบริษัทประกันภัย โดยผู้เอาประกันต้องเป็นคนจ่ายเอง (ร่วมจ่าย) เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ตนเองเป็นฝ่ายผิด หรือไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ เพื่อนำรถไปซ่อมตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ซึ่งเป็นการแลกกับการได้เบี้ยประกันที่ถูกลง และเป็นการป้องกันการเคลมโดยไม่จำเป็น
ค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible/Excess) จะต้องจ่ายก่อนที่จะนำรถเข้าซ่อม และเป็นฝ่ายผิด หรือไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ โดยจะจ่ายเป็นเงินจำนวนหนึ่งที่ตกลงไว้กับบริษัทประกัน (เช่น 1,000-5,000 บาท)
สรุป
1. ค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร?
ค่าเสียหายส่วนแรก คือ จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันต้องร่วมรับผิดชอบเองเมื่อมีการเคลมประกันรถยนต์ ในกรณีที่เป็นฝ่ายผิด หรือไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจูงใจให้ผู้ขับขี่เพิ่มความระมัดระวัง และป้องกันการเคลมเล็กน้อยที่ไม่จำเป็น
2. ความแตกต่างระหว่าง Excess และ Deductible
แม้ทั้งคู่จะเป็นค่าเสียหายส่วนแรกเหมือนกัน แต่มีเงื่อนไขต่างกันดังนี้:
- ค่า Excess (ภาคบังคับ): เป็นค่าธรรมเนียมจำนวน 1,000 บาทต่อเหตุการณ์ ที่ต้องจ่ายตามกฎของ คปภ. เมื่อเคลมแบบระบุคู่กรณีไม่ได้ หรือเหตุการณ์ไม่ชัดเจน เช่น รถถูกขูดขีด, หินกระเด็นใส่ หรือชนสิ่งของแล้วระบุวันเวลาที่แน่นอนไม่ได้
- ค่า Deductible (สมัครใจ): เป็นค่าเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันเลือกจ่ายเองตามความสมัครใจ เพื่อแลกกับส่วนลดเบี้ยประกันภัยให้ถูกลง โดยจะจ่ายเฉพาะเมื่อเราเป็นฝ่ายผิดในอุบัติเหตุเท่านั้น
3. การเลือกค่า Deductible ให้เหมาะสม
- เลือกค่า Deductible สูง (3,000 – 5,000+ บาท): เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้รถน้อย ขับขี่ชำนาญ หรือไม่ค่อยมีประวัติการเคลม เพราะจะช่วยลดค่าเบี้ยประกันรายปีได้มาก
- เลือกค่า Deductible ต่ำ หรือไม่มีเลย (0 – 1,000 บาท): เหมาะสำหรับมือใหม่หัดขับ หรือผู้ที่ใช้รถบ่อยและมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง แม้เบี้ยประกันจะแพงกว่าแต่ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดเหตุ
4. ข้อควรรู้เพิ่มเติม
- กรณีที่เป็นฝ่ายถูก: หากระบุคู่กรณีได้ชัดเจนและเราเป็นฝ่ายถูก ไม่ต้องเสียค่าเสียหายส่วนแรก และสามารถเรียกค่าเสียหายจากคู่กรณีได้
- การชำระเงิน: ต้องชำระให้กับบริษัทประกันภัยก่อนที่จะนำรถเข้าซ่อม
- การขอคืนเงิน: โดยปกติแล้วเงินส่วนนี้ไม่ได้คืน เพราะเป็นข้อตกลงในการรับผิดชอบความเสียหายร่วมกัน
- ประกันชั้น 2+: สามารถเลือกแบบระบุค่าเสียหายส่วนแรกเพื่อลดราคาเบี้ยประกันได้เช่นกัน
ที่มา
- ● ค่าเสียหายส่วนแรกในประกันรถยนต์คืออะไร ? :
- ● ค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร จ่ายตอนไหน มีข้อดียังไงบ้าง :
- ● คลาย 7 ข้อสงสัยเรื่องค่าเสียหายส่วนแรก :

ทีมกองบรรณาธิการ กลุ่มนักเขียนผู้มีประสบการณ์ด้านรถยนต์ การเงิน และประกันภัย เนื้อหาผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ประกันวินาศภัย เพื่อให้ข้อมูลถูกต้อง อัปเดตสม่ำเสมอ และมีความน่าเชื่อถือ โดย แรบบิท แคร์ ที่เปิดดำเนินการมาแล้วมากกว่า 10 ปี เป็นนายหน้าประกันภัยที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีที่ตั้งสำนักงานชัดเจนและช่องทางติดต่อที่ตรวจสอบได้ (ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่ ว00021/2557)
แรบบิท แคร์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยรถยนต์
แรบบิท แคร์ รวบรวมประกันภัยรถยนต์จากหลายบริษัทมาให้คุณเปรียบเทียบประกันรถยนต์ ทั้งราคา ความคุ้มครองประกันรถยนต์ แต่ละประเภท บริการเคลม เลือกแบบที่เหมาะกับการใช้งาน และงบประมาณ คุณสามารถเช็คเบี้ยและเปรียบเทียบประกันรถยนต์ออนไลน์ จากหลายบริษัทได้ทันทีในที่เดียว
- เปรียบเทียบประกันรถยนต์จากหลายบริษัทในหน้าเดียว
- มีทุกชั้นความคุ้มครอง ทั้งชั้น 1, 2+, 3+, และชั้น 3
- มีทีมผู้เชี่ยวชาญช่วยแนะนำตลอดการเลือกซื้อ
บริษัท แรบบิท แคร์ โบรคเกอร์ จำกัด เป็นนายหน้าประกันภัยที่ได้รับใบอนุญาตจาก คปภ. ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยโปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นทุกครั้ง

