ถ้ารถทั้งสองคันมีประกันชั้น 1 เหมือนกัน ใครเป็นคนจ่ายก่อน เคลมข้ามบริษัทได้ไหม?
ลองจินตนาการดูครับว่า วันหนึ่งคุณขับรถอยู่อย่างระมัดระวังแต่ดันเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถอีกคันหนึ่ง เมื่อลงมาคุยกันพบว่าต่างคนต่างก็ทำประกันภัยชั้น 1 ไว้ทั้งคู่ คำถามแรกที่เด้งขึ้นมาในหัวของคนขับรถส่วนใหญ่ไม่ใช่แค่ “ใครผิด” แต่คือ “แล้วต้องทำยังไงต่อ?” โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีผู้บาดเจ็บ ความสับสนมักจะเกิดขึ้นทันทีว่าต้องดึงวงเงินจากกรมธรรม์เล่มไหนมาใช้ก่อนกันแน่ กลัวว่าถ้าแจ้งผิดบริษัทจะทำให้เสียสิทธิ หรือต้องควักเงินจ่ายเองไปก่อนซึ่งอาจเป็นเงินก้อนโตที่ไม่ได้เตรียมใจไว้
ในฐานะที่ผมคลุกคลีกับการทำเคลมหน้างานและประสานงานระหว่างบริษัทประกันมานับไม่ถ้วน ผมบอกได้เลยว่ากรณี “ชั้น 1 ชน ชั้น 1” เป็นสถานการณ์ที่มีความชัดเจนในข้อกฎหมายมากที่สุด แต่คนใช้รถมักจะสับสนขั้นตอนปฏิบัติ บทความนี้จะเจาะลึกให้เห็นภาพชัดๆ ว่าระบบ “ใครจ่ายก่อน” ของประกันภัยในไทยทำงานอย่างไร เมื่อไหร่ที่คุณสามารถเคลมข้ามบริษัทได้ และความคุ้มครองส่วนเกินจาก พ.ร.บ. จะเข้ามาช่วยเหลือคุณได้อย่างไรในทางปฏิบัติจริง
สรุปสั้น ๆ สำหรับคนไม่มีเวลาอ่านหมด
- พ.ร.บ. ของแต่ละคันต้องจ่ายก่อนเสมอ: เมื่อมีคนเจ็บ พ.ร.บ. ของรถคันที่เกิดเหตุจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นโดยไม่รอพิสูจน์ผิด-ถูก
- ฝ่ายผิดรับผิดชอบส่วนเกิน: เมื่อสรุปผลคดีได้แล้ว ประกันภาคสมัครใจ (ชั้น 1) ของฝ่ายผิดจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนที่เกินจาก พ.ร.บ. ทั้งหมด
- เคลมข้ามบริษัทได้ผ่านระบบสำรองจ่าย: ในกรณีบาดเจ็บ โรงพยาบาลมักตั้งเบิกกับบริษัทประกันได้โดยตรงผ่านสิทธิ พ.ร.บ. ทำให้คุณไม่ต้องควักเงินสด
- ซ่อมรถใครรถมันในเบื้องต้น: ประกันชั้น 1 ให้คุณแจ้งเคลมกับบริษัทตัวเองได้ทันที (เพื่อความรวดเร็ว) แล้วบริษัทจะไป “ไล่เบี้ย” หรือเรียกเก็บเงินกับคู่กรณีเอง
- วงเงินความคุ้มครอง: ประกันชั้น 1 โดยทั่วไปมีวงเงินคุ้มครองบุคคลภายนอกหลัก 500,000 บาทขึ้นไป ซึ่งครอบคลุมความเสียหายส่วนใหญ่ได้ครบถ้วน
หลักการคุ้มครองกรณี “ถ้ารถทั้งสองคันมีประกันชั้น 1 เหมือนกัน” ตามประกันรถยนต์และกฎหมายไทย
หลักการสำคัญในประเทศไทยคือระบบ “ความคุ้มครองซ้อน” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อคุ้มครองชีวิตและร่างกายเป็นอันดับแรก โดยจะมีการแบ่งลำดับการจ่ายเงินอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการรักษาพยาบาล
1. พ.ร.บ. รถยนต์: สิทธิพื้นฐานที่ทุกคันต้องมี
พ.ร.บ. คือด่านหน้าสุดของการจ่ายเงิน เมื่อเกิดเหตุแล้วมีคนเจ็บ กฎหมายกำหนดให้ พ.ร.บ. ทำหน้าที่เป็น “กองทุนสำรองจ่ายทันใจ” โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้:
- ค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น: จ่ายตามจริงไม่เกิน 30,000 บาทต่อคน โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ว่าใครเป็นฝ่ายผิด
- กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพเบื้องต้น: จ่ายทันที 35,000 บาท เพื่อเป็นค่าปลงศพหรือค่าใช้จ่ายเร่งด่วน
- เมื่อพิสูจน์แล้วว่าเป็นฝ่ายถูก: วงเงินค่ารักษาจะขยับขึ้นเป็นสูงสุด 80,000 บาท และกรณีเสียชีวิตสูงสุด 500,000 บาท
- การเคลมข้ามคัน: ผู้โดยสารในรถสามารถเคลมจาก พ.ร.บ. ของคันที่นั่งมาได้เลย ส่วนคนขับที่เป็นฝ่ายถูกจะไปเบิกจาก พ.ร.บ. ของฝ่ายผิด
- โรงพยาบาลจัดการให้: ปัจจุบันโรงพยาบาลส่วนใหญ่ในไทยสามารถออนไลน์เช็กสิทธิ พ.ร.บ. และตั้งเบิกได้ทันที
2. ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 / 2+ / 3+: เติมเต็มจากสิทธิ พ.ร.บ.
หลังจากที่วงเงินจาก พ.ร.บ. ถูกใช้จนเต็มเพดานแล้ว ประกันภัยภาคสมัครใจ (ในกรณีนี้คือประกันชั้น 1 ของทั้งคู่) จะเข้ามาทำหน้าที่จ่าย “ส่วนเกิน” ทั้งหมดตามวงเงินที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
| ประเด็นคุ้มครอง | ตัวอย่างวงเงินโดยประมาณ (บาท) | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ค่ารักษาพยาบาลต่อคน | 50,000 – 500,000 | เป็นส่วนที่จ่ายเพิ่มหลังจาก พ.ร.บ. หมดวงเงิน |
| ชีวิต/ร่างกายบุคคลภายนอก | 500,000 – 2,000,000 | ครอบคลุมค่าขาดไร้อุปการะ หรือเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต |
| ทรัพย์สินบุคคลภายนอก | 1,000,000 – 5,000,000 | ใช้ซ่อมรถให้คู่กรณี (ถ้าเราเป็นฝ่ายผิด) |
| ซ่อมรถผู้เอาประกัน | ตามทุนประกัน (80-90% ของราคาตลาด) | ประกันชั้น 1 ซ่อมรถเราได้เลยไม่ว่าเราจะถูกหรือผิด |
3. เงื่อนไขและข้อยกเว้นที่มักทำให้เคลมไม่ได้
แม้จะมีประกันชั้น 1 ทั้งคู่ แต่ก็มี “จุดตาย” บางอย่างที่อาจทำให้บริษัทประกันปฏิเสธการจ่ายเงิน และกลายเป็นว่าเราต้องควักเงินจ่ายเองทั้งหมด ซึ่งจากประสบการณ์ของผม สิ่งที่พบบ่อยที่สุดคือ:
- เมาแล้วขับ: หากตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (หรือ 20 สำหรับผู้ที่มีใบขับขี่ชั่วคราว) ประกันจะไม่คุ้มครองความเสียหายต่อรถเรา แต่ยังคุ้มครองบุคคลภายนอกตามกฎหมาย
- ไม่มีใบขับขี่: หมายรวมถึงไม่เคยทำใบขับขี่ หรือถูกเพิกถอนสิทธิ (แต่ถ้าลืมพกหรือใบขับขี่หมดอายุ ประกันชั้น 1 ส่วนใหญ่ยังอนุโลมให้)
- ใช้รถผิดประเภท: เช่น จดทะเบียนรถส่วนบุคคลแต่เอาไปวิ่งรับจ้างส่งของหรือ Grab แบบจริงจังโดยไม่ได้แจ้งประกัน
- การแจ้งเหตุเท็จ: เช่น สลับตัวคนขับ หรือจงใจสร้างสถานการณ์เพื่อให้ได้เคลม (ฉ้อฉลประกันภัย)
- นำรถไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย: เช่น นำรถไปใช้ขนยาเสพติด หรือใช้ในการหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่
ตัวอย่างสถานการณ์จริงของเคสที่เกี่ยวกับ ถ้ารถทั้งสองคันมีประกันชั้น 1 เหมือนกัน ใครเป็นคนจ่ายก่อน เคลมข้ามบริษัทได้ไหม?
เคสที่ 1: เฉี่ยวชนเล็กน้อย ไม่มีคนบาดเจ็บ
จากประสบการณ์ที่ผมเคยทำเคลมหน้างาน เคสนี้ง่ายที่สุดครับ เช่น นาย A และ นาย B ขับรถชนกันท้ายหมู่บ้าน ทั้งคู่มีประกันชั้น 1
- การดำเนินการ: ทั้งคู่โทรเรียกประกันของตัวเองมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ
- ใครจ่ายก่อน: หากสรุปได้ว่า นาย A ผิด ประกันของนาย A จะออกใบเคลมให้นาย B เพื่อไปซ่อมรถ ส่วนนาย A ก็ใช้ประกันตัวเองซ่อมรถตัวเอง (เสียค่าเสียหายส่วนแรกถ้ามี)
- การเคลมข้ามบริษัท: นาย B สามารถเลือกเข้าซ่อมในเครือบริษัทของนาย A หรือจะซ่อมศูนย์ตัวเองแล้วให้บริษัทประกันของตนเองไปเรียกเก็บเงินคืนจากบริษัทนาย A ก็ได้ (RTM)
เคสที่ 2: ชนหนัก มีผู้บาดเจ็บต้องเข้าโรงพยาบาล
กรณีนี้มีความซับซ้อนขึ้น เพราะมีเรื่องค่ารักษาพยาบาลเข้ามาเกี่ยวข้อง
- พ.ร.บ. ทำงานก่อน: โรงพยาบาลจะขอเอกสาร พ.ร.บ. ของรถคันที่ผู้เจ็บนั่งมา เพื่อตัดวงเงินค่ารักษาเบื้องต้น 30,000 บาทแรกทันที
- ประกันชั้น 1 ตามมา: หากค่ารักษาเกิน 30,000 บาท และพิสูจน์ได้ว่าอีกฝ่ายผิด ประกันชั้น 1 ของฝ่ายผิดจะต้องเข้ามาแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือจนกว่าจะออกจากโรงพยาบาล
- สิทธิไม่ต้องสำรองจ่าย: หากบริษัทประกันทั้งสองแห่งมีคอนแทรคกับโรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บแทบไม่ต้องควักเงินตัวเองเลย เพราะบริษัทประกันจะคุยกันหลังบ้านเอง
เคสที่ 3: กรณีตกลงไม่ได้ว่าใครผิด (รอพนักงานสอบสวน)
บ่อยครั้งที่หน้างานตกลงกันไม่ได้ ประกันทั้งสองฝั่งจะแนะนำให้ไปโรงพัก
- การเยียวยาเบื้องต้น: พ.ร.บ. ของแต่ละคันจะดูแลคนเจ็บในรถของตัวเองไปก่อนตามสิทธิ “เบื้องต้น”
- การซ่อมรถ: เนื่องจากเป็นประกันชั้น 1 ทั้งคู่ คุณสามารถใช้สิทธิซ่อมรถตัวเองได้เลยโดยไม่ต้องรอผลคดี (แต่อาจต้องสำรองจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกไปก่อน จนกว่าคดีจะสิ้นสุดว่าเราเป็นฝ่ายถูก ถึงจะได้คืน)
- บทสรุป: เมื่อตำรวจชี้มูลความผิด บริษัทประกันของฝ่ายผิดจะต้องรับผิดชอบคืนเงินให้บริษัทประกันของฝ่ายถูกทั้งหมด
ขั้นตอนที่ควรทำทันทีเมื่อเจอเหตุที่เกี่ยวกับ “ถ้ารถทั้งสองคันมีประกันชั้น 1 เหมือนกัน ใครเป็นคนจ่ายก่อน เคลมข้ามบริษัทได้ไหม?”
- ตั้งสติและตรวจสอบผู้บาดเจ็บ: หากมีคนเจ็บให้รีบโทร 1669 ทันที ห้ามเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บหากไม่ชำนาญ
- เปิดไฟฉุกเฉินและถ่ายภาพ: ถ่ายรูปตำแหน่งรถและร่องรอยการชนให้ชัดเจนก่อนขยับรถเข้าข้างทาง (หากตกลงกันได้และรถเคลื่อนที่ได้)
- แลกเปลี่ยนข้อมูล: ขอดูใบขับขี่และหน้าตารางกรมธรรม์ของคู่กรณี ถ่ายรูปเก็บไว้เพื่อยันยืนว่าเขามีประกันชั้น 1 จริง
- โทรแจ้งบริษัทประกันของตนเอง: แจ้งพิกัดและลักษณะเหตุการณ์เพื่อให้เจ้าหน้าที่เซอร์เวย์ออกมาตรวจสอบหน้างาน
- เตรียมเอกสาร พ.ร.บ.: หากต้องไปโรงพยาบาล ให้เตรียมสำเนา พ.ร.บ. และสำเนาทะเบียนรถไว้ให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล
- ไปสถานีตำรวจ (ถ้าจำเป็น): ในกรณีที่มีคนเจ็บสาหัสหรือตกลงเรื่องฝ่ายผิดไม่ได้ ต้องไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
- ติดตามการเคลม: เก็บใบรับแจ้งความเสียหาย (ใบเคลม) ที่ได้จากเจ้าหน้าที่ เพื่อนำรถเข้าซ่อมตามอู่หรือศูนย์ที่ต้องการ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “ถ้ารถทั้งสองคันมีประกันชั้น 1 เหมือนกัน ใครเป็นคนจ่ายก่อน เคลมข้ามบริษัทได้ไหม?”
Q: ถ้าเราเป็นฝ่ายผิด ประกันชั้น 1 ยังจ่ายค่ารักษาให้คู่กรณีไหม?
A: จ่ายครับ ประกันชั้น 1 มีความคุ้มครองบุคคลภายนอก ซึ่งจะครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยต่างๆ ให้คู่กรณีตามความเสียหายจริงแต่ไม่เกินวงเงินที่ระบุในกรมธรรม์ครับ
Q: ต้องสำรองค่ารักษาพยาบาลเองก่อนหรือไม่ถ้ามีประกันชั้น 1 ทั้งคู่?
A: โดยปกติไม่ต้องครับ หากโรงพยาบาลอยู่ในเครือและมีการประสานงานกับบริษัทประกัน พ.ร.บ. จะถูกใช้ก่อน และประกันชั้น 1 จะเข้ามาการันตีค่าใช้จ่ายส่วนเกินให้ทันทีครับ
Q: ถ้าไม่แจ้งตำรวจหรือไม่มีบันทึกประจำวัน จะเคลมประกันข้ามบริษัทได้ไหม?
A: หากเป็นการชนเล็กน้อยที่ตกลงกันได้ ประกันมักให้ออกเอกสาร “ชนแล้วแยก” (Knock for Knock) ได้เลย แต่ถ้ามีคนเจ็บ “ต้อง” แจ้งตำรวจและมีบันทึกประจำวันเสมอเพื่อใช้เบิกค่าสินไหมทดแทนครับ
Q: แจ้งเคลมช้าผ่านไปหลายวันจะมีปัญหาต่อการจ่ายเงินของประกันไหม?
A: มีผลแน่นอนครับ การแจ้งเหตุช้าเกินสมควรอาจทำให้บริษัทตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ยาก และอาจถูกปฏิเสธการเคลมหรือถูกเรียกเก็บค่าเสียหายส่วนแรกเพิ่มได้ ทางที่ดีควรแจ้งทันทีที่เกิดเหตุครับ
ข้อควรรู้และข้อผิดพลาดที่มักเจอในเคส “ถ้ารถทั้งสองคันมีประกันชั้น 1 เหมือนกัน ใครเป็นคนจ่ายก่อน เคลมข้ามบริษัทได้ไหม?”
- ไม่เก็บบันทึกประจำวัน: หลายคนคิดว่าคุยกับประกันจบแล้วคือจบ แต่ถ้าต้องเบิกค่าชดเชยรายวันระหว่างนอนโรงพยาบาล บันทึกประจำวันจากตำรวจสำคัญมากครับ
- เข้าใจผิดเรื่องวงเงิน พ.ร.บ.: บางคนไปใช้สิทธิประกันชั้น 1 ก่อนเลย ซึ่งจริงๆ ต้องใช้ พ.ร.บ. ให้เต็มวงเงินก่อนถึงจะขยับไปเบิกประกันภาคสมัครใจได้
- ลืมเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ: หากเราเป็นฝ่ายถูก นอกจากซ่อมรถฟรีแล้ว เรายังเรียกเงินชดเชยจากประกันฝ่ายผิดได้ในวันที่รถจอดซ่อมด้วยนะครับ
- ยอมรับผิดทั้งที่ยังไม่แน่ใจ: ในสภาวะตกใจ หลายคนรีบขอโทษหรือยอมรับผิด ซึ่งอาจส่งผลต่อรูปคดีและการจ่ายเงินของประกันในภายหลัง
- ไม่อ่าน “ค่าเสียหายส่วนแรก”: บางกรมธรรม์มีค่า Deductible 1,000-5,000 บาท แม้จะเป็นชั้น 1 ก็ต้องจ่ายเองถ้าเราเป็นฝ่ายผิด
แนะนำการเลือกความคุ้มครองประกันรถยนต์ สำหรับคนที่กังวลเรื่อง “ถ้ารถทั้งสองคันมีประกันชั้น 1 เหมือนกัน ใครเป็นคนจ่ายก่อน เคลมข้ามบริษัทได้ไหม?”
การมีประกันชั้น 1 เหมือนกันไม่ได้แปลว่าความคุ้มครองจะเท่ากันเสมอไป สิ่งที่คุณควรใส่ใจตอนเลือกซื้อไม่ใช่แค่เบี้ยถูก แต่คือ “วงเงินความรับผิดต่อบุคคลภายนอก” ครับ
- เช็กวงเงินความรับผิดต่อชีวิต: เลือกแผนที่มีวงเงินอย่างน้อย 500,000 บาทต่อคน (ตามเกณฑ์ใหม่ของ คปภ. ซึ่งส่วนใหญ่จะขยับเป็น 1 ล้านแล้ว) เพื่อความอุ่นใจกรณีเกิดอุบัติเหตุรุนแรง
- ดูค่ารักษาพยาบาลในแนบท้าย (PA): ส่วนนี้จะดูแลคนในรถเราเอง (คนขับ+ผู้โดยสาร) ควรมีไว้สัก 100,000 บาทขึ้นไปต่อคน เผื่อกรณีบาดเจ็บหนัก
- เลือกบริษัทที่มีเครือข่ายโรงพยาบาลกว้างขวาง: จะช่วยให้เวลาเกิดเหตุจริง คุณไม่ต้องกังวลเรื่องการสำรองจ่ายข้ามบริษัท
- พิจารณาค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible): หากคุณขับรถดีและอยากประหยัดเบี้ย การเลือกมีค่าเสียหายส่วนแรกจะช่วยลดเบี้ยได้มาก แต่ต้องแลกกับการจ่ายเองหากเป็นฝ่ายผิด
- ตรวจสอบบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน: ในเคสที่ตกลงกันไม่ได้หน้างาน การมีเจ้าหน้าที่มาถึงที่เกิดเหตุไวจะช่วยลดความกดดันได้มากครับ
สรุปจากมุมมองคนทำงานเคลมประกัน: มุมคิดสำคัญเกี่ยวกับ “ถ้ารถทั้งสองคันมีประกันชั้น 1 เหมือนกัน ใครเป็นคนจ่ายก่อน เคลมข้ามบริษัทได้ไหม?”
จากประสบการณ์ที่ผมเคยเจอเคสลูกค้าจริง ๆ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การชนกับรถที่มีประกันชั้น 1 เหมือนกันหรอกครับ แต่คือการ “สื่อสารที่ผิดพลาด” หน้างาน จนทำให้การเคลมข้ามบริษัทล่าช้า จำไว้ว่าในระบบประกันภัยของไทย พ.ร.บ. คือคนจ่ายเงินคนแรกเสมอสำหรับชีวิตคน ส่วนประกันชั้น 1 คือคนที่จะเข้ามาจบปัญหาเรื่องค่าซ่อมรถและค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินทั้งหมดให้คุณ
สิ่งที่ผมเห็นซ้ำ ๆ เวลาเกิดอุบัติเหตุที่เราเป็นฝ่ายผิดคือ ความกังวลใจเรื่องค่าใช้จ่าย แต่ถ้าคุณทำประกันชั้น 1 ไว้ และกรมธรรม์ยังมีผลบังคับใช้ บริษัทประกันมีหน้าที่ต้อง “รับผิดแทน” คุณตามเงื่อนไข ดังนั้นขอให้ความสำคัญกับการเก็บหลักฐานและการแจ้งเหตุที่ตรงตามความเป็นจริง เพราะนั่นคือหัวใจหลักที่จะทำให้คุณได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยไม่ต้องเสียเงินเองแม้แต่บาทเดียวครับ
หมายเหตุสำคัญ: ข้อมูลวงเงินคุ้มครองและลำดับการจ่ายเงินที่ระบุในบทความนี้ เป็นหลักการทั่วไปตามมาตรฐานกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทย วงเงินจริงอาจแตกต่างกันไปตามแผนประกันที่คุณเลือกซื้อ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดในหน้าตารางกรมธรรม์ของคุณอีกครั้ง
แหล่งอ้างอิงและมาตรฐานที่ใช้ในการเขียนบทความนี้

ทีมกองบรรณาธิการ กลุ่มนักเขียนผู้มีประสบการณ์ด้านรถยนต์ การเงิน และประกันภัย เนื้อหาผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ประกันวินาศภัย เพื่อให้ข้อมูลถูกต้อง อัปเดตสม่ำเสมอ และมีความน่าเชื่อถือ โดย แรบบิท แคร์ ที่เปิดดำเนินการมาแล้วมากกว่า 10 ปี เป็นนายหน้าประกันภัยที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีที่ตั้งสำนักงานชัดเจนและช่องทางติดต่อที่ตรวจสอบได้ (ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่ ว00021/2557)
แรบบิท แคร์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยรถยนต์
แรบบิท แคร์ รวบรวม ประกันรถยนต์ จากหลายบริษัทมาให้คุณเปรียบเทียบประกันรถยนต์ ทั้งราคา ความคุ้มครองประกันรถยนต์ แต่ละประเภท บริการเคลม เลือกแบบที่เหมาะกับการใช้งาน และงบประมาณ คุณสามารถเช็คเบี้ยและเปรียบเทียบประกันรถยนต์ออนไลน์ จากหลายบริษัทได้ทันทีในที่เดียว
- เปรียบเทียบประกันรถยนต์จากหลายบริษัทในหน้าเดียว
- มีทุกชั้นความคุ้มครอง ทั้งชั้น 1, 2+, 3+, และชั้น 3
- มีทีมผู้เชี่ยวชาญช่วยแนะนำตลอดการเลือกซื้อ
บริษัท แรบบิท แคร์ โบรคเกอร์ จำกัด เป็นนายหน้าประกันภัยที่ได้รับใบอนุญาตจาก คปภ. ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยโปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นทุกครั้ง

