หยุดทำสิ่งเหล่านี้! ถ้าไม่ยากให้รถพังเร็วกว่าปกติ

Thirakan T
ผู้เขียน: Thirakan T Published: มีนาคม 26, 2024
Thirakan T
Thirakan T
Thirakan Thongseenual เป็นนักเขียนที่มีประสบการณ์มากกว่า 3 ปี ที่ RabbitCare และ Asia Direct โดยมีความชำนาญในประกันรถยนต์ เน้นเขียนบทความที่เผยแพร่บน Blog และมีความเชี่ยวชาญด้าน SEO กว่า 4 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอได้ใช้ในการสร้างความรู้และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของ RabbitCare อย่างมีประสิทธิภาพ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ปริญญาตรี สาขา Information Technology
คะน้าใบเขียว
แก้ไขโดย: คะน้าใบเขียว Last edited: มีนาคม 21, 2024
คะน้าใบเขียว
คะน้าใบเขียว
นักเขียนมืออาชีพด้านการเงิน ประกัน และสุขภาพ | Finance, Insurance & Health Content Expert จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาภาษาเพื่อการสร้างสรรค์สื่อ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีประสบการณ์มากกว่า 9 ปี ในการเขียนบทความด้านการเงิน ประกันชีวิต และประกันสุขภาพ โดยเริ่มต้นที่ Rabbit Finance จากนั้นย้ายมาทำงานที่ Rabbit Care และ Asia Direct เป็นนักเขียนที่รักการอ่าน และมีความหลงใหลในเนื้อหาด้านการบริหารเงิน สินเชื่อ บัตรเครดิต และประกัน ที่ผลิตผลงานเขียนด้วยความลึกซึ้ง การตรวจสอบข้อมูลที่รอบคอบ และเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผ่านประสบการณ์ในการแก้ไขและจัดการเนื้อหา (editorial experience) ทำให้บทความของผมน่าเชื่อถือ มีคุณค่าสำหรับผู้อ่าน และติด Google Search Results
Natthamon
ตรวจทาน: Natthamon Last edited: สิงหาคม 8, 2024
Natthamon
Natthamon
Natthamon เป็นนักเขียนคอนเทนต์และผู้เชี่ยวชาญด้านประกันรถยนต์ มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ในอุตสาหกรรม FinTech ยานยนต์ และประกันภัย จบการศึกษา MBA สาขาการสื่อสารการตลาด และได้รับใบอนุญาตผู้แนะนำการลงทุน (IC License – Complex 2) รวมถึงเป็นตัวแทนประกันชีวิตที่ได้รับใบอนุญาต ด้วยพื้นฐานด้านการเป็นผู้แนะนำการลงทุนที่ได้รับใบอนุญาต ทำให้ Natthamon มีความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประกัน ประกันสุขภาพ และบริการทางการเงิน สามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง เชี่ยวชาญด้านการเขียนบทความประกันรถยนต์ การเปรียบเทียบความคุ้มครอง และการให้ความรู้ด้านประกันในหลากหลายประเภท Natthamon มีประสบการณ์ร่วมงานกับองค์กรชั้นนำ ได้แก่ Rabbit Care, CARSOME, DirectAsia Insurance และ GoBear
รถพัง

อย่าปล่อยให้ใครมาต่อว่าเราว่าไม่ดูแลจนรถพังได้! และที่แน่ ๆ หลายคนซื้อรถยนต์มาตั้งแพง คงไม่อยากใช้งานจนพังไปเฉย ๆ จริงไหม งั้น แรบบิท แคร์ ขอแนะนำเลยว่าต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำให้รถเสีย หรือรถพังเร็วเกินไปอย่างคาดไม่ถึง ยิ่งไปกว่านั้นหากใครยังมีความเชื่อผิด ๆ บางข้อที่ทำให้เกิดปัญหา รถยนต์ ต้องมาเช็กกันอีกครั้งถึงสิ่งที่เราได้ยิน หรือได้รับรู้มา เรื่องเหล่านั้นถูกต้องมากน้อยแค่ไหนกันแน่

สุดท้ายใครที่กังวลถึงเหตุการณ์รถพังบนท้องถนนทั่วไปจนะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เดี๋ยวลองดูคำแนะนำของ แรบบิท แคร์ เพิ่มเติมได้เลย พร้อมแนะนำการติดต่อหาทางช่วยเหลือกรณีที่รถเสียหาย ขยับไปไหนไม่ได้ อ่านครบทุกหัวข้อรับรอง หายกังวลได้เลย!

6 พฤติกรรมที่ทำให้รถพังเร็วอย่างคาดไม่ถึง

6 พฤติกรรมที่ทำให้รถพังเร็วอย่างคาดไม่ถึง คือ ไม่เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามกำหนด, มองข้ามไฟเตือนระบบรถยนต์, ไม่ดูแลยางรถยนต์, ใช้งานรถยนต์หนักหน่วงเกินไป, ไม่เช็กระยะรถยนต์ตามที่ศูนย์แนะนำ และปล่อยให้คราบสกปรกติดรถนานเกินไป ซึ่งพฤติกรรมทั้งหมดที่กล่าวมา หากเผลอทำเพียงแค่ไม่กี่ข้อก็นับว่าแย่แล้ว แต่ถ้าใครเสี่ยงทำทุกข้อพร้อมกัน มีโอกาสอย่างมากที่จะทำให้รถพังในเวลาอันสั้น ไม่เป็นไปตามอายุการใช้งานปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา รถยนต์ ลองไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากหัวข้อย่อยกัน

ไม่เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามกำหนด

ไม่เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามกำหนด อาจทำให้ระบบภายในรถยนต์เริ่มเสียหายจากน้อยไปมากได้ในเวลาอันสั้น เนื่องจากของเหลวในระบบรถยนต์มีหน้าที่สำคัญอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรก และน้ำยาในหม้อน้ำ เป็นต้น เพราะในแต่ละส่วนของเหลวจะมีหน้าที่ในการช่วยลดการเสียดสี การระบายความร้อน ไปจนถึงการหล่อลื่นให้อุปกรณ์แต่ละชิ้นส่วนทำงานได้เป็นปกติ ลองนึกสภาพว่าถ้าเราไม่เปลี่ยนตามกำหนด ปล่อยให้หมดสภาพ หรือแห้งคอด โอกาสรถพังจะเกิดขึ้นกับคุณได้ง่ายมากแน่นอน

มองข้ามไฟเตือนระบบรถยนต์

มองข้ามไฟเตือนระบบรถยนต์ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้รถพังเร็วมาก ถ้าระบบรถยนต์มีการส่งสัญญาณไฟเตือนขึ้นมาบนหน้าปัดรถยนต์ นั่นหมายความว่ารถของคุณควรได้รับการตรวจสอบ การตรวจเช็กที่ศูนย์หรืออู่ที่มีช่างผู้เชี่ยวชาญคอยให้บริการ เพื่อทำการตรวจสอบโดยละเอียดว่าสัญญาณไฟที่ปรากฎขึ้นมา เป็นการแจ้งเตือนความผิดปกติในส่วนไหน แล้วจึงทำการซ่อมอย่างตรงจุด ช่วยให้รถยนต์ของเรากลับไปทำงานได้เป็นปกติ ก่อนจะเกิดปัญหา รถยนต์ขึ้นมา และกลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้รถพังในอนาคต

ไม่ดูแลยางรถยนต์

ไม่ดูแลยางรถยนต์นานเกินไป ทั้งการไม่เติมลมยางให้สม่ำเสมอ การฝืนใช้งานยางหนักเกินไป อาจทำให้เกิดอาการยางรถยนต์เริ่มสึกหรอ พอสะสมความเสียหายมากขึ้น มีโอกาสทำให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อโครงสร้างยาง เช่น ยางบวม ยางฉีกขาด ยางแตก เป็นต้น ถ้าไม่ดูแลจนเกิดปัญหายากเกินกว่าจะซ่อมแซม ก็คงต้องเปลี่ยนยางเส้นใหม่ ซึ่งเราต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่ายางรถยนต์นั้นมีราคาค่อนข้างสูง และถ้ายังไม่ได้รับการเปลี่ยนยางอีก โอกาสรถพังก็พร้อมเกิดขึ้นกับคุณได้เสมอ

รถเสีย

ใช้งานรถยนต์หนักหน่วงมากเกินไป

ใช้งานรถยนต์หนักหน่วงมากเกินไป เช่น การขับขี่บนถนนหนทางที่ไม่เหมาะกับรถยนต์ของตัวเอง การบรรทุกของหนักเกินไป หรือการใช้งานเกินลิมิต ทั้งหมดล้วนเป็นปัญหา รถยนต์ ที่ส่งผลไปสู่อนาคตรถพังได้ง่ายมาก อาจเริ่มต้นจากช่วงล่างพัง อุปกรณ์บางส่วนเริ่มเสียหาย พอยังถูกใช้งานหนักและฝืนไปอย่างต่อเนื่อง ท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นรถพังจนไม่สามารถใช้งานได้ มีแววถึงขั้นที่ต้องซ่อมในราคาที่เหมือนกับซื้อรถยนต์ใหม่ได้ทั้งคันเช่นเดียวกัน

ไม่เช็กระยะรถยนต์ตามที่ศูนย์แนะนำ

ไม่เช็กระยะรถยนต์ตามที่ศูนย์แนะนำ เพราะการเช็กระยะ จะช่วยให้ช่างสามารถตรวจสอบในแต่ละจุดของรถยนต์ได้อย่างละเอียด และรอบคอบมากที่สุด พร้อมกับสามารถดำเนินการเปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะที่เหมาะสมได้อย่างดี กรณีที่เราไม่ได้เช็กระยะตามเวลาที่กำหนด อาจทำให้อุปกรณ์บางส่วนถูกใช้งานหนักเกินไปก่อนได้รับการดูแล ถ้าสะสมความสึกหรอ หรือความเสียหายมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ทำให้รถพังได้เหมือนกัน

ปล่อยให้คราบสกปรกติดรถนานเกินไป

ใครจะเชื่อว่าการปล่อยให้คราบสกปรกติดรถนานเกินไป ก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้รถพังได้เหมือนกัน โดยเฉพาะขี้นก ยางมะตอย ยางไม้ แม้แต่คราบฝุนปกติทั่วไป หากปล่อยไว้นานก็กลายเป็นคราบหินปูนเกาะรถยนต์จนทำความสะอาดออกได้ยากมาก ซึ่งคราบความสกปรกที่กล่าวมาทั้งหมด ถ้าถูกทิ้งไว้เป็นเวลานานโดยไร้การขจัดออก สามารถทำให้สีรถลอก ถลอกได้ด้วย ต่อให้จะไม่ใช่อาการรถพังถึงขั้นขับขี่ไม่ได้ แต่ภาพรวมจะดูโทรม และแย่เหมือนรถพังเลยนั่นเอง

อ้างอิงข้อมูลพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้รถพังจากสำนักสวัสดิภาพการขนส่งทางบก (สนภ.) กรมการขนส่งทางบก

ปัญหา รถยนต์

เช็กอีกครั้งกับความเชื่อผิด ๆ ที่ทำให้เกิดปัญหา รถยนต์

เช็กอีกครั้งกับความเชื่อผิด ๆ ที่ทำให้เกิดปัญหา รถยนต์ หรือทำให้รถพังโดยใช่เหตุ คือ อุ่นเครื่องก่อนขับช่วยประหยัดน้ำมัน, ยกก้านปัดน้ำฝนช่วยยืดอายุการใช้งาน, เข้าเกียร์ D ตอนติดไฟแดงช่วยถนอมเกียร์และประหยัดน้ำมัน, ยิ่งขับช้า ยิ่งประหยัด และขับรถลงทางลาด ปล่อยเกียร์ว่างประหยัดกว่า ซึ่งทั้งหมดที่กล่าว ถือเป็นความเชื่อที่ผิดทั้งหมด ถ้าหากยังทำต่อไป อาจทำให้รถพังได้ เพราะเหตุผลดังนี้

  • อุ่นเครื่องก่อนขับช่วยประหยัดน้ำมัน คิดง่าย ๆ ว่าแค่สตาร์ตรถยนต์ก็กินน้ำมันแล้ว ถ้าหากเราจอดไว้เฉย ๆ ในขณะที่เครื่องยนต์ติดอยู่ จะมีการสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเปล่าประโยชน์ต่างหาก
  • ยกก้านปัดน้ำฝนช่วยยืดอายุการใช้งาน ในความเป็นจริงแล้วไม่มีผลเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะยางปัดน้ำฝนมีอายุการใช้งานประมาณ 1 ปีอยู่แล้ว แต่การยกขึ้นบ่อย ๆ มีโอกาสทำให้สปิรงที่ก้านปัดน้ำฝนเสียหายได้ง่ายกว่าด้วย
  • เข้าเกียร์ D ตอนติดไฟแดงช่วยถนอมเกียร์และประหยัดน้ำมัน ความจริงแล้วถ้าติดไฟแดงควรเลือกเข้าเกียร์ N มากกว่า เพื่อเป็นการพักเกียร์และเครื่องยนต์ ส่วนถ้าติดไฟแดงนานเกินกว่า 5 นาที สามารถพิจารณาเข้าเกียร์ P เสมือนจอดสนิทได้
  • ยิ่งขับช้า ยิ่งประหยัด ขับบนท้องถนนปกติด้วยความเร็วเฉลี่ย 60-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอาจจะช่วยประหยัดจริง แต่ขับทางไกลจะไม่ช่วยเลย ควรดูรอบความเร็วให้่สัมพันธ์กับความเร็วรถ ประมาณ 90-110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะช่วยให้มีอัตราการสิ้นเปลืองที่เสถียรมากกว่า
  • ขับรถลงทางลาด ปล่อยเกียร์ว่างประหยัดกว่า ผิดมหันต์เลย เพราะยิ่งทางลาดยาวมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้รถมีความเร็วสะสมมากขึ้น และมีความเสี่ยงเสียการทรงตัวมากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่ควรทำคือการถอนคันเร่ง ใช้เกียร์ต่ำให้เครื่องยนต์เดินรอบช้า ช่วยชะลอความเร็ว สลับกับการเบรกให้อย่างมีจังหวะ ไม่เหยียบเบรกแช่นานเกิน จะทำให้เบรกร้อนและเสียหายหนักได้

รถพัง

รถเสียระหว่างทางทำอย่างไรดี

กรณีที่เกิดเหตุรถเสียระหว่างทาง ให้เราควบคุมสติตัวเองก่อน จากนั้นเปิดไฟเพื่อขอทางเข้าริมถนนที่ปลอดภัย แล้วเปิดไฟฉุกเฉินเพื่อเป็นการแจ้งเตือนรถคันอื่น พออยู่ในบริเวณที่ปลอดภัย ลองตรวจสอบภายนอกเพื่อมองหาความผิดปกติ หรือหากเป็นไปได้ลองเปิดฝากระโปรงหน้ารถเพื่อสังเกตอาการณ์เพิ่มเติมตามที่เราพอจะเข้าใจ และทำการติดต่อขอความช่วยเหลืออีกทีหนึ่ง

รถพังติดต่อหาใครได้บ้าง

รถพังติดต่อหาใครได้บ้าง? หลังจากที่เราลองตรวจสอบสภาพความผิดปกติด้วยตัวเองได้แล้ว ถ้ามีเบอร์อู่ หรือศูนย์บริการใกล้เคียงให้โทรติดต่อได้เลย แต่ถ้าไม่มีเบอร์ของสถานบริการเหล่านั้น การติดต่อหาตำรวจถือเป็นอีกทางเลือกที่พอจะสามารถขอความช่วยเหลือได้ หรือถ้าไม่รู้จะโทรหาใครจริง ๆ การติดต่อหาบริษัทประกันรถยนต์ที่เราใช้บริการอยู่ ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีมากเช่นกัน เพราะจะได้รับคำแนะนำและการส่งคนมาช่วยเหลือคุณที่รถพังได้อย่างรวดเร็วที่สุด

หากใครยังไม่มีประกันรถยนต์เอาไว้ดูแลในกรณีที่รถพังแบบนี้ แรบบิท แคร์ สามารถให้คำแนะนำได้อย่างละเอียดไม่ว่าจะเป็นประกันประเภทไหน ต่อประกันรถยนต์ที่ไหนดี และถ้าคุณตัดสินใจซื้อประกันรถยนต์ผ่าน แรบบิท แคร์ เรามีข้อเสนอสุดพิเศษอย่างส่วนลดช่วยประหยัดสูงสุดถึง 70% และยังเลือกผ่อน 0% ได้นานอีก 10 เดือน ติดต่อเข้ามาได้เลยที่เบอร์ 1438 เบอร์นี้โทรได้ตลอดเวลา

เลือกประกันรถยนต์แบบไหนให้เหมาะกับคุณ

เลือกประกันรถยนต์ให้เหมาะกับการใช้งานเป็นเรื่องสำคัญ เพราะแต่ละแบบมีความคุ้มครองต่างกัน ถ้ารู้ว่าตัวเองใช้รถแบบไหน ก็จะช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น

  • ประกันชั้น 1 เหมาะกับคนที่ขับรถทุกวัน หรือมีรถใหม่ คุ้มครองครบทั้งอุบัติเหตุ รถชน น้ำท่วม ไฟไหม้ หรือแม้แต่รถหาย ใครอยากได้ความอุ่นใจแบบเต็มที่ ต้องจัดตัวนี้เลย
  • ประกันชั้น 2+ การทําประกันรถยนต์ 2+เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ความคุ้มครองใกล้เคียงชั้น 1 แต่จ่ายเบี้ยน้อยลง คุ้มครองรถชนที่มีคู่กรณี รวมถึงกรณีรถหายหรือไฟไหม้ แต่ถ้าขับชนเองแบบไม่มีคู่กรณี อันนี้ไม่คุ้มครองนะ
  • ประกันชั้น 3+ ตัวนี้เหมาะกับคนที่ใช้รถไม่เยอะ แต่ก็ยังอยากได้ความคุ้มครองจากอุบัติเหตุที่มีคู่กรณี ราคาถูกลง แต่ไม่ครอบคลุมเรื่องรถหายหรือไฟไหม้
  • ประกันชั้น 3 เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับรถเก่าหรือคนที่ต้องการแค่คุ้มครองคู่กรณี ไม่รวมค่าซ่อมรถตัวเอง เหมาะกับคนที่อยากจ่ายเบี้ยแบบสบายกระเป๋า

เลือกประกันให้เหมาะกับการใช้งาน นอกจากจะช่วยประหยัด ยังทำให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจอีกด้วย!

สรุป

6 พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้รถพังเร็วอย่างคาดไม่ถึง ที่คุณควรเช็กลิสต์และไม่ควรทำ มีดังนี้

  • ไม่เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามกำหนด
  • มองข้ามไฟเตือนระบบรถยนต์
  • ไม่ดูแลยางรถยนต์
  • ใช้งานรถยนต์หนักหน่วงเกินไป
  • ไม่เช็กระยะรถยนต์ตามที่ศูนย์แนะนำ
  • ปล่อยให้คราบสกปรกติดรถนานเกินไป

ที่มา

เปรียบเทียบประกันรถยนต์ ซื้อประกันภัยรถยนต์

ระบุยี่ห้อรถของคุณ

บทความแคร์รถยนต์

ดูแลรถยนต์ที่ลุยน้ำท่วมมา

แคร์รถยนต์

บทเรียนสำคัญสำหรับเจ้าของรถ หลังน้ำท่วมรถยนต์ ปี 2568

น้ำท่วมรถยนต์ในปี 2568 ไม่ได้สร้างความเสียหายแค่ “ตัวถัง” แต่ลุกลามถึง เครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายซ่อมหลักแสน
กองบรรณาธิการ
17/12/2025
ตรวจสภาพรถ

แคร์รถยนต์

ตรวจสภาพรถ ต้องรู้อะไรบ้าง? รวมทุกเรื่องที่คนมีรถควรเข้าใจ

หากคุณเป็นเจ้าของรถยนต์หรือกำลังจะซื้อรถยนต์มือสอง การตรวจสภาพรถ เป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะไม่ใช่เพียงแค่เป็นข้อบังคับตามกฎหมายเท่านั้น
Thirakan T
09/07/2025
โอนรถ

แคร์รถยนต์

โอนรถ ยากหรือไม่ มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ?

การซื้อขายรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่ง หรือรถมือสอง สิ่งที่สำคัญที่สุดหลังจากการตกลงซื้อขายกันเรียบร้อย คือ "การโอนรถ"
Thirakan T
09/07/2025