ขับรถลุยน้ำ รถพังหรือไม่ ต้องดูแลอย่างไร ?
ในช่วงฤดูฝน หรือเวลาที่เกิดน้ำท่วมเฉียบพลัน หลายคนคงเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้จำเป็นต้องขับรถลุยน้ำ ไม่ว่าจะเป็นทางกลับบ้าน ถนนหน้าออฟฟิศ หรือแม้แต่ในซอยแคบ ๆ ที่ไม่มีทางเลือกอื่น ทั้งนี้การขับรถลุยน้ำอาจดูเหมือนไม่อันตรายหากรถยังสามารถแล่นผ่านได้ แต่ในความเป็นจริง การตัดสินใจขับรถลุยน้ำโดยไม่รู้ระดับน้ำ หรือไม่ประเมินความพร้อมของรถยนต์ อาจนำไปสู่ความเสียหายที่คาดไม่ถึง ทั้งกับระบบเครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้า ระบบเบรก และยังอาจเป็นอันตรายต่อผู้ขับขี่ด้วย
นอกจากความเสี่ยงที่รถจะพัง หรือเครื่องยนต์ดับกลางทางแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่อาจสูงลิ่ว และหากไม่มีประกันคุ้มครองก็อาจต้องควักเงินจ่ายเองทั้งหมด ดังนั้นผู้ใช้รถทุกคนจึงควรเรียนรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการขับรถลุยน้ำ วิธีประเมินสถานการณ์ก่อนตัดสินใจ และแนวทางการดูแลรถหลังผ่านการขับรถลุยน้ำ ซึ่งวันนี้ แรบบิท แคร์ ได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่ควรรู้มาให้ ลองมาศึกษาทำความเข้าใจกันในบทความนี้เลย
ขับรถลุยน้ำ ได้ไหม ขับรถลุยน้ำ เป็นไรไหม ?
สำหรับผู้ที่สงสัยว่าขับรถลุยน้ำได้ไหม ทั้งนี้การขับรถลุยน้ำนั้นทำได้ แต่การขับรถลุยน้ำจะต้องมีความระมัดระวังอย่างมาก เพราะถึงแม้ว่ารถยนต์ส่วนใหญ่จะสามารถขับรถลุยน้ำได้ในระดับหนึ่ง แต่หากระดับน้ำสูงเกินมาตรฐานที่รถรองรับได้ ก็อาจทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงได้ เช่น น้ำเข้าเครื่องยนต์ หรือระบบไฟฟ้าช็อต โดยเฉพาะรถยนต์รุ่นเก่า หรือรถที่ไม่ได้ออกแบบมาให้รองรับการใช้งานในพื้นที่น้ำท่วม
สิ่งสำคัญคือ ผู้ขับจะต้องทำการประเมินระดับน้ำก่อนขับลุยน้ำ หากระดับน้ำสูงเกิน “ครึ่งล้อรถ” หรือท่วมถึงชายประตูแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการขับรถลุยน้ำ เพราะน้ำอาจเข้าเครื่องยนต์ผ่านช่องกรองอากาศได้ทันที หรือหากเป็นรถเกียร์อัตโนมัติ การเปลี่ยนเกียร์ระหว่างขับรถลุยน้ำอาจทำให้เครื่องดับทันทีได้ และการสตาร์ทรถซ้ำในขณะที่มีน้ำขังอาจทำให้เครื่องยนต์พังอย่างถาวร
ขับรถลุยน้ำ รถพังหรือไม่ ?
ขับรถลุยน้ำมีโอกาสทำให้รถพังได้ หากระดับน้ำสูงเกินความสามารถในการรองรับของรถยนต์ หรือหากมีการขับรถลุยน้ำโดยไม่ระวัง และไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า ความเสียหายที่เกิดขึ้นได้นั้นมีตั้งแต่เล็กน้อย เช่น น้ำเข้าเบรก ทำให้เบรกฝืด ไปจนถึงปัญหาใหญ่ เช่น น้ำเข้าห้องเครื่อง ทำให้เครื่องยนต์พังแบบกู้คืนไม่ได้ ซึ่งในบางกรณีอาจต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ทั้งหมดเลยทีเดียว
ดังนั้นแม้ว่าจะขับรถลุยน้ำได้ในบางสถานการณ์ แต่ต้องประเมินความเสี่ยงก่อนทุกครั้ง เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการขับรถลุยน้ำโดยไม่ระมัดระวัง อาจมีมูลค่าหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทเลยทีเดียว
จำเป็นต้องขับรถลุยน้ํา ควรปฏิบัติอย่างไร ?
ทราบความเสี่ยงในการขับรถลุยน้ำกันไปแล้ว แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ และต้อง ขับรถลุยน้ำ ข้อปฏิบัติเหล่านี้คือสิ่งที่ควรทำ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดความเสียหายของรถเมื่อต้องขับรถลุยน้ำมากที่สุด
- ขับรถลุยน้ำต้องประเมินระดับน้ำก่อนตัดสินใจ : หากระดับน้ำสูงเกินครึ่งล้อรถ ควรหลีกเลี่ยงขับรถลุยน้ำ เพราะน้ำอาจเข้าสู่เครื่องยนต์ หรือระบบไฟฟ้าได้
- ขับรถลุยน้ำควรใช้เกียร์ต่ำ (L หรือ 1) : การใช้เกียร์ต่ำช่วยให้รถมีแรงขับเคลื่อนคงที่ ไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์กลางทาง ซึ่งเสี่ยงต่อการเครื่องดับ
- ขับรถลุยน้ำต้องรักษาความเร็วให้คงที่ : อย่าเร่งเครื่อง หรือเบรกกะทันหัน การขับช้า ๆ ด้วยความเร็วสม่ำเสมอช่วยป้องกันน้ำกระเด็นเข้าส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์
- เมื่อขับรถลุยน้ำควรหลีกเลี่ยงการจอด หรือหยุดกลางน้ำ : หากเครื่องดับขณะอยู่ในน้ำ อย่าสตาร์ทรถซ้ำ ให้เรียกรถลากทันที เพราะการสตาร์ทอาจดูดน้ำเข้าห้องเผาไหม้ ทำให้เครื่องยนต์พัง
- เช็กรถทันทีหลังขับรถลุยน้ำ : เมื่อพ้นจากพื้นที่น้ำท่วม ควรจอดรถตรวจเช็กเบรก ล้อ และระบบไฟฟ้าทันที หากมีสิ่งผิดปกติควรนำรถเข้าศูนย์บริการโดยเร็ว
การปฏิบัติตามข้อแนะนำเหล่านี้จะช่วยลดโอกาสที่รถจะพังจากการลุยน้ำ และยังช่วยรักษาความปลอดภัยของผู้ขับขี่ และผู้โดยสารอีกด้วย
ข้อควรปฏิบัติหลังขับรถลุยน้ำ
อย่างที่กล่าวถึงไปในหัวข้อก่อนหน้าว่าหลังจากขับรถลุยน้ำแล้ว การดูแลรถทันทีเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว โดยมีสิ่งที่ควรรีบตรวจสอบดูแล ดังต่อไปนี้
- ตรวจสอบเบรก : ทดสอบระบบเบรกทันทีหลังพ้นจากน้ำ หากเบรกฝืด หรือมีเสียงผิดปกติ ควรนำรถเข้าศูนย์เพื่อตรวจสอบทันที
- ล้างใต้ท้องรถ : ใต้ท้องรถอาจมีเศษดิน เศษกรวด หรือคราบโคลนที่ติดอยู่ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจทำให้เกิดสนิม หรือการกัดกร่อนต่อมา
- ตรวจสอบของเหลวต่าง ๆ ในรถ : น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก น้ำมันเกียร์ และน้ำในหม้อน้ำ ต้องไม่มีการเปลี่ยนสีหรือปนเปื้อน หากผิดปกติควรเปลี่ยนถ่ายทันที
- เช็กระบบไฟฟ้า : ไฟหน้า ไฟเบรก ไฟเลี้ยว และระบบเซ็นเซอร์ ควรทำงานปกติ หากพบว่ามีอาการรวน หรือทำงานผิดพลาด อาจต้องตรวจเช็กกล่อง ECU และสายไฟที่อาจโดนน้ำ
- เปิดแอร์ และดูดความชื้นในห้องโดยสาร : หากมีน้ำเข้าในห้องโดยสาร ควรเช็ดให้แห้ง และเปิดแอร์ พร้อมวางถุงดูดความชื้นเพื่อป้องกันเชื้อรา และกลิ่นอับ
การตรวจเช็กเบื้องต้นหลังขับรถลุยน้ำจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในระยะยาวได้ และช่วยให้รถยังใช้งานได้อย่างปลอดภัยต่อไปนั่นเอง
ขับรถลุยน้ำ ไฟเครื่องโชว์ หมายถึงอะไร ?
หากหลังจากขับรถลุยน้ำแล้วพบว่าไฟ Check Engine หรือไฟเครื่องยนต์โชว์บนหน้าปัดรถ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าระบบเครื่องยนต์ หรือระบบไฟฟ้าของรถมีปัญหา ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากความชื้น หรือน้ำเข้าไปยังเซ็นเซอร์ หรือกล่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECU) หากปล่อยไว้อาจทำให้รถทำงานผิดปกติ เช่น เร่งไม่ขึ้น เครื่องสั่น หรือสตาร์ทไม่ติด ดังนั้นควรนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อให้ช่างตรวจเช็กและทำการซ่อมแซม หรือเปลี่ยนอุปกรณ์ที่เสียหายโดยเร็วที่สุด

รถลุยน้ำ รถน้ำท่วม ต้องทำอย่างไร ?
หากมีความจำเป็นที่จะต้องจำขับรถลุยน้ำ หรือจอดอยู่ในบริเวณที่น้ำท่วม ทำให้รถยนต์มีอาการผิดปกติ หรือเกิดความเสียหาย ข้อปฏิบัติเหล่านี้คือสิ่งที่ควรปฏิบัติเพื่อป้องกัน หรือบรรเทาความเสียหายให้ได้มากที่สุด
- ดับเครื่องทันทีหากรู้สึกว่าเครื่องทำงานผิดปกติ : หากรถยนต์มีอาการสั่น เครื่องสะดุด หรือเสียงเครื่องเปลี่ยนไป ควรหยุดขับทันที และดับเครื่อง เพื่อป้องกันการดูดน้ำเข้าเครื่องยนต์
- อย่าสตาร์ทรถซ้ำหากเครื่องดับในน้ำ : เพราะการสตาร์ทซ้ำอาจทำให้เครื่องยนต์พังอย่างถาวร น้ำอาจเข้าไปในห้องเผาไหม้ และก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรง
- เรียกรถลาก หรือรถยกทันที : ใช้บริการรถลากนำรถไปยังอู่ซ่อม หรือศูนย์บริการ เพื่อให้ช่างมืออาชีพตรวจสอบความเสียหายอย่างละเอียด
- ถอดขั้วแบตเตอรี่ (ถ้าทำได้) : เพื่อป้องกันระบบไฟฟ้าลัดวงจร หากน้ำเริ่มท่วมรถในขณะที่ยังไม่ดับเครื่อง และอยู่ในที่ปลอดภัย ควรถอดขั้วแบตฯ ออก
- บันทึกภาพรถ และระดับน้ำ : ใช้มือถือถ่ายภาพความเสียหาย หรือระดับน้ำเพื่อใช้ประกอบการเคลมประกันในภายหลัง
ระดับน้ำสูงเกิน ขับรถลุยน้ำไม่ได้ ควรทำอย่างไร ?
ในกรณีที่พบว่าระดับน้ำสูงเกินกว่าที่จะขับรถลุยน้ำได้อย่างปลอดภัย (มากกว่าครึ่งล้อ หรือท่วมถึงประตู) จะมีข้อควรปฏิบัติดังต่อไปนี้
- หยุดรถในที่ปลอดภัยทันที : หยุดรถให้พ้นจากทางน้ำไหล และจอดในที่สูง หรือปลอดภัยให้ได้มากที่สุด เช่น ลานจอดริมทาง หรือหน้าบ้านผู้คน
- ดับเครื่องยนต์ และถอดกุญแจรถออก : หากไม่สามารถขับต่อได้ ให้ดับเครื่องยนต์เพื่อป้องกันความเสียหาย และป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
- ไม่พยายามขับรถลุยน้ำต่อ : แม้จะเห็นรถคันอื่นขับผ่านไปได้ แต่เมื่อประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงรุนแรงอย่าฝืน เพราะสภาพรถแต่ละคันแตกต่างกัน และการขับลุยน้ำเกินระดับอาจทำให้รถพังทั้งระบบจนค่าใช้จ่ายบานปลายเกินควบคุม
- ติดต่อประกันภัย หรือขอความช่วยเหลือจากศูนย์บริการ : โทรแจ้งประกันรถยนต์ที่มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน หรือหากมีบริการลากรถฉุกเฉิน ควรใช้ทันที
- หากจำเป็นให้ทิ้งรถไว้ : หากไม่สามารถย้ายรถได้จริง ๆ ควรล็อกรถ และบันทึกพิกัดไว้ เพื่อความปลอดภัยของรถ และการติดตามในภายหลัง
การขับรถลุยน้ำนั้นไม่ใช่ความเสี่ยงเล็กน้อยเหมือนที่หลายคนอาจเข้าใจผิด เพราะแม้ว่าจะดูเหมือนไม่รุนแรง แต่การขับรถลุยน้ำสามารถนำไปสู่ความเสียหายต่อรถยนต์อย่างรุนแรง ทั้งในส่วนของเครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้า เบรก และภายในห้องโดยสาร ดังนั้นหากเลี่ยงได้ควรเลี่ยง แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จะต้องประเมินระดับน้ำให้ดี ใช้เกียร์ต่ำ รักษาความเร็วให้คงที่ และที่สำคัญ ควรตรวจเช็กรถอย่างละเอียดหลังจากลุยน้ำผ่านไปแล้ว
สรุป
ทั้งนี้สำหรับเจ้าของรถท่านใดที่คิดว่าตนเองมีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ซึ่งบีบบังคับให้ขับรถลุยน้ำในวันใดวันหนึ่ง เช่น อยู่อาศัย หรือใช้ชีวิตประจำวันอยู่ในสถานที่ที่เกิดน้ำท่วมขัง น้ำท่วมเฉียบพลันได้ง่าย ต้องไม่ลืมที่จะทำประกันรถยนต์ ชั้น 1 กับ แรบบิท แคร์ ไว้ คุ้มครอง ดูแลครอบคลุมอุ่นใจ จะสถานการณ์ไนก็พร้อมสแตนบายด์ให้ความช่วยเหลือได้ ไม่ต้องกลัวเรื่องค่าใช้จ่ายบานปลายในอนาคตนั่นเอง คลิกที่เลยเพื่อลอง เปรียบเทียบประกันรถยนต์ ที่เหมาะกับรถยนต์
ที่มา
- ● เทคนิคขับรถลุยน้ำท่วมให้ปลอดภัย :
- ● ทริคขับรถลุยน้ำท่วม ให้ปลอดภัย เครื่องยนต์ไม่ดับ :
- ● ขับรถอย่างไรไม่ให้รถพัง เมื่อต้องขับรถลุยน้ำ :

ทีมกองบรรณาธิการ กลุ่มนักเขียนผู้มีประสบการณ์ด้านรถยนต์ การเงิน และประกันภัย เนื้อหาผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ประกันวินาศภัย เพื่อให้ข้อมูลถูกต้อง อัปเดตสม่ำเสมอ และมีความน่าเชื่อถือ โดย แรบบิท แคร์ ที่เปิดดำเนินการมาแล้วมากกว่า 10 ปี เป็นนายหน้าประกันภัยที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีที่ตั้งสำนักงานชัดเจนและช่องทางติดต่อที่ตรวจสอบได้ (ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย เลขที่ ว00021/2557)

