ใช้ใจแคร์ ดูแลครบ

วางแผนการเงินให้ชีวิตง่ายขึ้น

ด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล

  • เราช่วยเลือกสินเชื่อที่มีโอกาสได้อนุมัติสูงสุด
  • เพิ่มโอกาสอนุมัติสินเชื่อ วงเงินสูงถึง 2 ล้านบาท
  • อนุมัติไวใน 1 วัน ไม่ต้องค้ำประกัน

ข้อมูลของคุณปลอดภัยแน่นอน

ลงทะเบียนสมัครสินเชื่อส่วนบุคคล ของแต่ละสถาบันทางการเงิน

สินเชื่อส่วนบุคคลคืออะไร?

สินเชื่อส่วนบุคคลคือการกู้เงินแบบอเนกประสงค์รูปแบบหนึ่งที่ผู้กู้สามารถนำเงินไปใช้จ่ายตามความต้องการหรือความจำเป็นได้โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน โดยแต่ละธนาคารจะมีเงื่อนไขและอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกัน


ผู้ที่สนใจกู้สินเชื่อส่วนบุคคลควรทำความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับลักษณะผลิตภัณฑ์ก่อนเสมอเพื่อให้สามารถตัดสินใจกู้ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) เป็นผลิตภัณฑ์การเงินที่ออกโดยผู้ให้บริการสินเชื่อ ซึ่งอาจเป็นธนาคารและสถาบันการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ธนาคารก็ได้ ก่อนตัดสินใจกู้ ผู้กู้จำเป็นต้องตรวจสอบว่าตนเองมีคุณสมบัติตรงตามที่ธนาคารกำหนดหรือไม่ แล้วจึงยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารพร้อมเอกสารที่ธนาคารกำหนด โดยในปัจจุบันมีวิธีการสมัครที่หลากหลาย ทั้งทางออนไลน์และที่สาขา ให้ผู้ที่สนใจกู้สามารถเลือกวิธีที่ตนเองสะดวกได้


สินเชื่อส่วนบุคคลอนุญาตให้ผู้กู้สามารถนำเงินไปใช้จ่ายอย่างไรก็ได้ โดยมักจำกัดวงเงินกู้ไว้ที่ 5 เท่าของเงินเดือน คนส่วนใหญ่มักขอกู้สินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อนำเงินก้อนใหญ่ไปชำระค่ารักษาพยาบาล ขยายธุรกิจหรือลงทุน จ่ายค่าเทอม ซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือตกแต่งต่อเติมที่อยู่อาศัย หรือรวมหนี้ไว้ในที่เดียวเพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า


หลังจากผู้กู้ได้รับอนุมัติวงเงินที่สามารถใช้ได้แล้ว ธนาคารผู้ออกสินเชื่อก็จะโอนเงินเข้าบัญชีตามที่ผู้กู้ระบุ และผู้กู้ก็จะสามารถถอนเงินออกมาใช้ได้ตามความต้องการหรือความจำเป็นได้ทันที

สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และบัตรกดเงินสดต่างกันอย่างไร?

ทั้งสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และบัตรกดเงินสดต่างก็เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น ๆ เป็นผู้ให้บริการ แต่รายละเอียดของแต่ละผลิตภัณฑ์จะมีความแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของรูปแบบสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ย และการชำระเงินคืน ซึ่งผู้ที่สนใจจะต้องศึกษาความแตกต่างของสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และบัตรกดเงินสดเพื่อให้สามารถเลือกผลิตภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม


บัตรเครดิตเป็นบัตรที่ทางผู้ให้บริการออกให้เพื่อใช้ในการซื้อสินค้าและบริการล่วงหน้าแทนเงินสด เมื่อครบกำหนดชำระแล้ว ผู้ใช้ก็จะต้องชำระเงินคืนตามจำนวนเงินที่ใช้ไป ซึ่งบัตรเครดิตจะแตกต่างจากบัตรกดเงินสดและสินเชื่อส่วนบุคคลตรงที่จะไม่มีการคิดดอกเบี้ยหากจ่ายเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนดชำระทุกเดือน และสามารถสะสมแต้มเพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากผู้ออกบัตรได้อีกด้วย บัตรเครดิตเหมาะกับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายในการซื้อสินค้าและบริการ รวมถึงมีวงเงินไว้ใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินเล็กน้อย


บัตรกดเงินสดเป็นบัตรที่ให้ผู้ใช้สามารถกดเงินสดได้จากตู้เอทีเอ็มตามวงเงินที่อนุมัติโดยไม่ต้องมีเงินฝากอยู่กับธนาคาร ซึ่งผู้ใช้จะสามารถนำเงินที่ถอนมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือซื้อสินค้าและบริการได้ แต่บัตรกดเงินสดจะไม่สามารถรูดซื้อสินค้าหรือบริการได้เหมือนบัตรเครดิต ยกเว้นบัตรกดเงินสดบางใบที่สามารถรูดผ่อนสินค้าได้ตามโปรโมชันของร้านค้า เมื่อถอนเงินสดออกมาแล้ว ผู้ออกบัตรจะเริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ทำรายการ ไปจนถึงวันที่ทำการชำระเงินคืนโดยคิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน บัตรกดเงินสดเหมาะกับผู้ที่ต้องการเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉินโดยผู้ใช้สามารถชำระเงินคืนได้อย่างรวดเร็วเพราะมีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่ที่ 28% ต่อปี


สินเชื่อส่วนบุคคลคือสินเชื่อที่ให้กู้เงินในรูปแบบเงินสดเป็นก้อน เมื่อได้รับการอนุมัติแล้วก็จะมีการโอนเงินตามจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีธนาคารที่ระบุเอาไว้ แล้วผู้กู้ก็จะนำเงินก้อนนั้นไปใช้ได้ตามที่ต้องการ สินเชื่อส่วนบุคคลมีการกำหนดการชำระเงินคืนที่ชัดเจนตั้งแต่ 12 ถึง 60 เดือนและมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 16% - 25% ต่อปี แต่หากมีเงินก้อนก็สามารถนำมาโปะได้เช่นเดียวกัน สินเชื่อส่วนบุคคลเหมาะกับผู้ที่ต้องการเงินก้อนใหญ่เพื่อใช้จ่ายตามที่ต้องการ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมบ้าน ค่าซ่อมรถ และต้องการผ่อนชำระคืนในระยะยาว

สินเชื่อส่วนบุคคลมีข้อดีอย่างไร?

นอกจากสินเชื่อส่วนบุคคลจะเป็นสินเชื่อแบบอเนกประสงค์ที่ออกมาเพื่อรองรับความต้องการของผู้กู้ที่หลากหลายแล้ว ยังมีข้อดีอื่น ๆ ดังนี้


  • ถูกกฎหมาย สินเชื่อส่วนบุคคลเป็นสินเชื่อถูกกฎหมายที่ออกโดยธนาคารหรือสถาบันการเงินภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย จึงทำให้ผู้กู้ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายและปลอดภัยกว่าการกู้เงินนอกระบบ

  • ได้เงินก้อน ธนาคารผู้ออกสินเชื่อก็จะโอนเงินก้อนสูงสุด 5 เท่าของเงินเดือนเข้าบัญชีหลังจากผู้กู้ได้รับอนุมัติวงเงิน และผู้กู้ก็จะสามารถถอนเงินออกมาใช้ได้ตามความต้องการหรือความจำเป็นได้ทันที

  • เงินอนุมัติไว โดยปกติแล้ว ผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลจะทำการอนุมัติค่อนข้างไว โดยผู้กู้อาจได้รับอนุมัติวงเงินเร็วที่สุดภายใน 1 วันหลังจากยื่นกู้ ทำให้สามารถนำเงินไปใช้ในยามฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว

  • ไม่ต้องค้ำประกัน ผู้กู้ไม่จำเป็นต้องหาบุคคลหรือหลักทรัพย์มาค้ำประกันเงินกู้ เพียงแค่มีเอกสารตามที่ธนาคารกำหนดก็สามารถยื่นกู้ได้ ซึ่งต่างจากเงินกู้ประเภทอื่น ๆ เช่น สินเชื่อรถแลกเงิน หรือบ้านแลกเงิน

  • ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกจะคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือที่แท้จริงในแต่ละงวด ดังนั้น ยิ่งจ่ายคืนเงินต้นมากเท่าไหร่ ดอกเบี้ยก็จะน้อยลงมากเท่านั้น

  • มียอดเงินที่ต้องชำระคงที่ ผู้กู้สามารถเลือกระยะเวลาผ่อนชำระเงินคืนได้ และจะทราบว่าตนเองต้องชำระเงินคืนเท่าไหร่ในแต่ละเดือน ทำให้สามารถจัดการวางแผนทางการเงินได้ดี

คำถามและข้อสงสัยที่พบบ่อย

สินเชื่อส่วนบุคคลเหมาะกับใคร?

สินเชื่อส่วนบุคคลเหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้เงินก้อนใหญ่ในกรณีเร่งด่วน เช่น ชำระค่ารักษาพยาบาล จ่ายค่าเทอม ซ่อมแซมรถยนต์ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สำคัญและมักต้องใช้เงินจำนวนมาก หลังจากได้รับอนุมัติวงเงินแล้ว ผู้กู้ก็จะสามารถถอนเงินออกจากบัญชีไปใช้จ่ายได้ทันที


นอกจากนี้ สินเชื่อส่วนบุคคลยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการผ่อนยาวเป็นงวด ๆ ในจำนวนเงินที่เท่ากัน ซึ่งจะช่วยให้วางแผนผ่อนชำระได้ง่ายขึ้น เป็นตัวช่วยสำหรับการวางแผนการเงินในระยะยาวได้ หรือถ้ามีเงินก้อนก็สามารถนำเงินมาโปะได้ ซึ่งจะช่วยลดดอกเบี้ยลงและทำให้ผ่อนชำระหนี้หมดได้เร็วขึ้นอีกด้วย


จุดเด่นอีกข้อหนึ่งของสินเชื่อส่วนบุคคลคือไม่ต้องค้ำประกัน ต่างจากสินเชื่อประเภทอื่นที่อาจต้องใช้ทรัพย์สินอย่างบ้าน ที่ดิน หรือรถยนต์มาใช้ค้ำประกัน หรืออาจต้องให้บุคคลอื่นมาค้ำประกันให้ จึงเหมาะกับผู้ที่ไม่สะดวกหาคนค้ำประกันหรือไม่สามารถนำทรัพย์สินมาค้ำประกันได้ อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยก็จะสูงกว่าสินเชื่อประเภทอื่น ผู้ที่สนใจกู้เงินจึงควรเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและข้อกำหนดของสินเชื่อประเภทต่าง ๆ อย่างรอบคอบ


อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าใครก็สามารถขอสินเชื่อบุคคลได้ เพียงแค่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าผลิตภัณฑ์นี้ตอบโจทย์ทางการเงินของตนเองหรือไม่ แล้วจึงวางแผนให้รอบคอบก่อนตัดสินใจสมัคร โดยระบุวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนว่าจะกู้ไปใช้อะไรและมีแผนการชำระเงินคืนที่แน่นอน เพียงเท่านี้ คุณก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากสินเชื่อส่วนบุคคลได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องกังวลว่าจะมีภาระหนี้เกินตัวอีกต่อไป

ขอสินเชื่อส่วนบุคคลต้องทำอย่างไร?

ขั้นตอนการสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลอาจแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขของธนาคาร แต่โดยทั่วไปแล้วจะแบ่งออกเป็น 3 แบบ ได้แก่ การติดต่อที่สาขา การกรอกข้อมูลทางเว็บไซต์ให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ และการขอผ่านแอปพลิเคชัน


สำหรับการติดต่อที่สาขา ผู้กู้ควรศึกษารายละเอียดของผลิตภัณฑ์ที่ตนเองต้องการขอกู้จากทางเว็บไซต์ก่อนว่าตนเองมีคุณสมบัติตามที่ธนาคารกำหนดหรือไม่ แล้วจึงเตรียมเอกสารตามที่ธนาคารกำหนด ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องเตรียมเอกสารยืนยันตัวตน เช่น สำเนาประชาชนหรือบัตรข้าราชการ และเอกสารแสดงรายได้ เช่น สลิปเงินเดือนหรือหนังสือรับรองเงินเดือน จากนั้นก็นำเอกสารไปติดต่อที่ธนาคารในวันทำการได้เลย ถึงแม้ว่าการติดต่อที่สาขาอาจไม่สะดวกเท่าการขอสินเชื่อออนไลน์ แต่ก็จะได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่อย่างละเอียดมากกว่า


ในปัจจุบันที่เราสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับสินเชื่อของธนาคารต่าง ๆ ได้ผ่านอินเทอร์เน็ต ทางธนาคารจึงเพิ่มช่องทางในการขอสินเชื่อทางออนไลน์ขึ้นมา โดยผู้ที่สนใจสามารถกรอกข้อมูล เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน เบอร์โทรศัพท์ อาชีพ และรายได้ต่อเดือนในเว็บไซต์ของธนาคารได้ แล้วทางเจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับไปเพื่อแจ้งว่าสามารถขอกู้ได้หรือไม่และบอกขั้นตอนในการยื่นเรื่องต่อไป วิธีนี้ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้กู้ได้โดยที่ยังได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่อยู่


ส่วนการขอสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชันเป็นวิธีการสมัครแบบใหม่ล่าสุดที่มีให้บริการในบางธนาคารเท่านั้น โดยผู้กู้สามารถเปิดแอปพลิเคชัน เลือกเมนูขอสินเชื่อ และอัปโหลดเอกสารผ่านทางโทรศัพท์ได้ทันที และบางธนาคารอาจไม่มีการกำหนดให้อัปโหลดเอกสารเพิ่มเติมด้วย วิธีนี้ถือเป็นวิธีที่สะดวกมาก แต่ก็จะไม่ได้รับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ ผู้ที่สนใจจึงควรศึกษาข้อมูลและเงื่อนไขด้วยตนเองอย่างรอบคอบ

ขอสินเชื่อส่วนบุคคลต้องมีคุณสมบัติอย่างไร?

คุณสมบัติของผู้ขอกู้จะเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนดและแตกต่างกันไปในแต่ละผลิตภัณฑ์ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีการกำหนดคุณสมบัติตังนี้

 

  • คุณสมบัติข้อแรกที่ธนาคารส่วนใหญ่จะกำหนดเหมือน ๆ กันคืออายุผู้กู้ โดยอายุขั้นต่ำอาจเริ่มต้นที่ 20 หรือ 21 ปี และผู้กู้จะต้องมีอายุไม่เกิน 56 ปี หรือ 60 ปีตามที่ธนาคารกำหนด
  • สำหรับพนักงานประจำ โดยส่วนใหญ่แล้วธนาคารจะกำหนดรายได้ขั้นต่ำต่อเดือน ซึ่งอาจจะอยู่ที่ 15,000 บาทหรือ 20,000 บาท และกำหนดอายุงานขั้นต่ำ 4 เดือน หรือ 6 เดือน
  • สำหรับเจ้าของกิจการ โดยทั่วไปแล้วก็จะมีการกำหนดรายได้ขั้นต่ำเช่นเดียวกัน ซึ่งจะเริ่มต้นตั้งแต่ 15,000 ขึ้นไป และอาจกำหนดให้มีการจดทะเบียนบริษัทและมีอายุกิจการขั้นต่ำ
  • สุดท้าย บางธนาคารอาจกำหนดให้มีหมายเลขโทรศัพท์ที่บ้านหรือที่ทำงานที่ติดต่อได้
     

สำหรับคนที่สงสัยว่าถ้าทำอาชีพอิสระจะขอสินเชื่อส่วนบุคคลได้ไหม คำตอบคืออาจมีบางธนาคารที่เปิดให้ฟรีแลนซ์กู้ได้เช่นกัน โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละที่ ปกติแล้วผู้กู้จะต้องยื่นหลักฐานอย่างรายการเดินบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ
 

ดังนั้น ใครที่ทำอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์ที่ต้องการขอสินเชื่อส่วนบุคคล ควรเตรียมตัวด้วยการเดินบัญชีเพื่อให้เห็นทั้งรายรับรายจ่ายที่เกิดขึ้นในธุรกิจ เมื่อได้รับรายได้ควรนำมาฝากไว้ในบัญชีทันที อย่าเก็บเป็นเงินสดไว้ก้อนใหญ่แล้วค่อยนำไปฝากทีเดียว หรือถ้าเป็นได้ควรให้ลูกค้าโอนเงินเข้าบัญชีโดยตรงเพื่อให้เห็นเป็นรายรับชัดเจน เมื่อจะถอนเงินออกจากบัญชีควรถอนเท่าที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น อย่าถอนจนหมดโดยเด็ดขาด การเดินบัญชีให้ชัดเจนในลักษณะนี้จะช่วยให้อนุมัติผ่านง่ายขึ้น

ขอสินเชื่อส่วนบุคคลต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง?

โดยปกติแล้วเอกสารที่ใช้ในการขอสินเชื่อส่วนบุคคลจะน้อยกว่าการขอสินเชื่อประเภทอื่น ๆ เนื่องจากจำเป็นต้องมีการเตรียมเอกสารสำหรับผู้ค้ำประกันหรือทรัพย์สินค้ำประกัน โดยแต่ละธนาคารอาจกำหนดเอกสารที่ใช้ในการสมัครแตกต่างกันเล็กน้อย แต่หลัก ๆ แล้วจะแบ่งเป็นเอกสารยืนยันตัวตนและเอกสารยืนรายได้


สำหรับเอกสารยืนยันตัวตน ธนาคารมักจะขอสำเนาบัตรประชาชนเป็นหลัก แต่ถ้าหากใครทำงานเป็นข้าราชการหรือทำงานรัฐวิสาหกิจ ก็สามารถใช้สำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการหรือรัฐวิสาหกิจแทนได้ แต่ถ้าหากใช้สำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการหรือรัฐวิสาหกิจ จะต้องแนบสำเนาทะเบียนบ้านประกอบด้วย


เอกสารยืนยันตัวตนจะต้องเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง และบัตรที่ใช้จะต้องไม่หมดอายุในวันที่สมัคร สำหรับใครที่เปลี่ยนชื่อนามสกุล จะต้องมีสำเนาใบเปลี่ยนชื่อนามสกุลประกอบด้วย


สำหรับเอกสารแสดงรายได้ พนักงานประจำและเจ้าของธุรกิจจะใช้เอกสารไม่เหมือนกัน โดยสำหรับพนักงานประจำ ธนาคารอาจขอสลิปเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือน หรือเอกสาร 50 ทวิ ปีล่าสุด สลิปเงินเดือนหรือหนังสือรับรองเงินเดือนไม่ควรมีอายุเอกสารเกิน 3 เดือน ถ้าหากใครมีเงินเดือนน้อยกว่าเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำแต่ต้องการขอสินเชื่อ ก็อาจรวมรายได้จากแหล่งอื่น ๆ นอกเหนือจากเงินเดือนเพิ่มเติมได้ เช่น ค่าคอมมิชชั่น ค่าล่วงเวลา โบนัส โดยยืนเอกสารยืนยันรายได้เป็นรายการเดินบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน


สำหรับเจ้าของธุรกิจ ส่วนใหญ่ธนาคารจะขอเอกสารยืนยันรายได้และการจดทะเบียนของบริษัท เช่น หนังสือรับรองบริษัทและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นจากกระทรวงพาณิชย์ สำเนาบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 6 เดือน และใบทะเบียนการค้าในกรณีไม่ใช่นิติบุคคลตามกฎหมาย


สุดท้าย ผู้ขอสินเชื่อส่วนบุคคลจะต้องแนบสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากหน้าแรกที่ระบุชื่อและเลขที่บัญชีของผู้สมัคร เพื่อธนาคารสามารถโอนเงินกู้เข้าบัญชีได้เมื่อได้รับอนุมัติ

วงเงินสินเชื่อคืออะไร?

วงเงินสินเชื่อคือวงเงินสูงสุดที่ผู้กู้ได้รับอนุมัติจากทางธนาคาร โดยการพิจารณาวงเงินจะขึ้นอยู่กับรายได้และหลักเกณฑ์การพิจารณาของธนาคารเป็นหลัก สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลมักจะมีการจำกัดวงเงินสูงสุดไว้ที่ 5 เท่าของรายได้ และอาจมีกำหนดวงเงินสูงสุดไว้ที่ 1.5 ล้านบาท 2 ล้านบาท หรือ 5 ล้านบาทตามเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์


เช่น ถ้าคุณเป็นพนักงานประจำที่มีรายได้ 35,000 บาทต่อเดือน วงเงินสูงสุดที่จะได้รับอนุมัติจากการขอสินเชื่อส่วนบุคคลจะอยู่ที่ 175,000 บาท แต่ถ้าหากคุณมีรายได้ 350,0000 บาทต่อเดือน และสินเชื่อส่วนบุคคลที่คุณสมัครมีการจำกัดวงเงินสูงสุดไว้ที่ 1.5 ล้านบาท วงเงินที่ได้รับอนุมัติก็จะอยู่ที่ 1.5 ล้านบาทเท่านั้น แทนที่จะเป็น 5 เท่าของเงินเดือน (1.75 ล้านบาท)


วงเงินสินเชื่อจะแตกต่างจากวงเงินบัตรเครดิตตรงที่วงเงินสินเชื่อจะเป็นเงินที่โอนเข้าบัญชีทันที่ธนาคารอนุมัติ และผู้กู้จะผ่อนชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นงวด ๆ ในระยะเวลาตามที่ตกลงกับธนาคาร ส่วนวงเงินบัตรเครดิตจะเป็นวงเงินที่ใช้รูดเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการแทนเงินสด โดยธนาคารจะกำหนดวงเงินให้ตามฐานรายได้ โดยยิ่งมีเงินสูงเท่าไหร่ก็จะได้วงเงินเพิ่มจากเงินเดือนมากขึ้น เช่น เงินเดือน 15,000 บาท - 30,000 บาท จะได้วงเงินไม่เกิน 1.5 เท่าของเงินเดือน แต่ถ้ามีเงินเดือน  50,000 บาทขึ้นไป ก็จะได้วงเงินไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือนแทน การรูดวงเงินในบัตรเครดิตจะไม่ต้องเสียดอกเบี้ยหากชำระเงินคืนเมื่อครบรอบ ซึ่งต่างจากวงเงินสินเชื่อส่วนบุคคลที่เริ่มเสียดอกเบี้ยทันที่อนุมัติ

สินเชื่อส่วนบุคคลคิดดอกเบี้ยอย่างไร?

เมื่อได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้ว ผู้กู้จะต้องทยอยชำระเงินคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นจำนวนงวดตามที่ได้ตกลงกับธนาคารไว้ โดยอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อส่วนบุคคลโดยทั่วไปจะเป็นแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) ซึ่งมีวิธีการคำนวณแตกต่างจากการคิดดอกเบี้ยธนาคารแบบคงที่ (Flat Rate) ผู้กู้ควรทำความเข้าใจการคิดดอกเบี้ยอย่างรอบคอบก่อนติดสินใจกู้ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และผ่อนชำระเงินคืนได้อย่างถูกต้อง


อัตราดอกเบี้ยที่ผู้กู้ได้รับจะแตกต่างกันไปตามทางเลือกอัตราดอกเบี้ยของผลิตภัณฑ์และคุณสมบัติของผู้กู้ เช่น ถ้าผู้กู้ทำงานเป็นพนักงานประจำก็จะได้อัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างจากอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้กู้ที่เป็นเจ้าของกิจการ โดยส่วนใหญ่พนักงานประจำจะได้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าเจ้าของกิจการ และโดยปกติแล้ว ยิ่งกู้ในวงเงินที่สูง ก็จะได้ดอกเบี้ยต่ำลง เช่น ถ้าวงเงินกู้ต่ำกว่า 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยต่อปีจะอยู่ที่ประมาณ 25% แต่ถ้าวงเงินกู้มากกว่า 300,000 บาทขึ้นไป อัตราดอกเบี้ยต่อปีจะอยู่ที่ประมาณ 19% 


นอกจากนี้ บางธนาคารอาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยพิเศษในช่วงโปรโมชัน หรืออัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับผู้ที่รับเงินเดือนผ่านบัญชีของธนาคารอีกด้วย หรืออาจมีของกำนัลสำหรับผู้ที่สมัครในระยะเวลาที่กำหนด ดังนั้น เมื่อตัดสินใจว่าจะเลือกขอสินเชื่อกับธนาคารไหนดี ควรเลือกจากอัตราดอกเบี้ยที่ตนเองจะได้รับตามเงื่อนไขของธนาคารแต่ละแห่งเพื่อให้ได้ดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด เช่น ถ้าคุณเป็นพนักงานประจำที่ได้เงินเดือน 30,000 บาทและต้องการกู้เงิน 150,000 บาท ก็ควรตัดสินใจโดยดูว่าอัตราดอกเบี้ยสำหรับวงเงิน 150,000 ของธนาคารไหนต่ำที่สุด และดูว่าตนเองมีคุณสมบัติที่จะได้อัตราดอกเบี้ยโปรโมชันของธนาคารไหนหรือไม่

อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกและอัตราดอกเบี้ยคงที่คืออะไร?

การทำความเข้าใจวิธีคิดดอกเบี้ยและเปรียบเทียบการคิดดอกเบี้ยแบบต่าง ๆ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้ผู้กู้สามารถเลือกสินเชื่อที่คุ้มค่าที่สุดได้ และบริหารจัดการแผนการเงินของตนเองได้อย่างเหมาะสม โดยการคิดดอกเบี้ยจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบใหญ่ ๆ ด้วยกัน ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) และอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) 


อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) จะคำนวณดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนจากยอดหนี้ที่เหลืออยู่จนกว่าจะชำระเงินต้นหมด หมายความว่าเมื่อชำระหนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว เงินต้นที่นำมาคำนวณดอกเบี้ยครั้งต่อไปก็จะลดลง ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในครั้งต่อ ๆ ไปลดลงไปด้วย เช่น ถ้าคุณกู้เงิน 200,000 บาทเป็นระยะเวลา 1 ปี ชำระหนี้เงินต้นในงวดแรกไปแล้ว 10,000 บาท การคิดดอกเบี้ยครั้งถัดไปจะคำนวณจากเงินต้นที่เหลืออยู่ 190,000 บาทเท่านั้น ดังนั้น ถ้าต้องการชำระหนี้ให้หมดไว้ขึ้น เราสามารถจ่ายค่างวดมากกว่าที่ธนาคารกำหนดหรือโปะเงินก้อน ก็จะช่วยลดเงินต้นให้หมดไว้ขึ้นได้


อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) จะคำนวณดอกเบี้ยจากจำนวนเงินต้นเริ่มแรกทั้งก้อนแบบเต็มจำนวนตลอดอายุสัญญาเงินกู้ แล้วจะรวมดอกเบี้ยที่ได้เข้าไปกับเงินต้น จากนั้นจึงเฉลี่ยเป็นรายงวด งวดละเท่า ๆ กัน เช่น ถ้าคุณกู้เงิน 200,000 บาทเป็นระยะเวลา 1 ปีโดยมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 20% ต่อปี ก็หมายความว่าจะต้องเสียดอกเบี้ย 40,000 บาท และชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยรวมกันเดือนละ 20,000 บาท ซึ่งถ้าหากต้องการชำระหนี้ให้หมดเร็วขึ้น จะไม่สามารถนำเงินมาโปะเพื่อลดดอกเบี้ยได้ แต่ต้องนำเงินก้อนไปปิดยอดเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคงเหลือทั้งหมดเท่านั้น


จากวิธีการคิดดอกเบี้ยแตกต่างกันตามที่ได้อธิบายข้างต้น จะเห็นได้ว่าราไม่สามารถเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยคงที่กับอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกโดยตรงได้ อย่างไรก็ตาม เราสามารถแปลงอัตราดอกเบี้ยจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบเงินต้นคงที่เป็นแบบลดต้นลดดอกแบบคร่าว ๆ ได้โดยใช้ 1.8 คูณกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบเงินต้นคงที่ เช่น จากตัวอย่างด้านบนจะสามารถแปลงอัตราดอกเบี้ยคงที่ 20% เป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกได้ประมาณ 36%

สินเชื่อส่วนบุคคลมีวิธีการผ่อนชำระอย่างไร?

เมื่อธนาคารผู้ออกสินเชื่ออนุมัติวงเงินให้กับผู้กู้ ทางธนาคารจะจัดส่งตารางเวลาการชำระคืนเงินกู้ให้ตามที่อยู่ที่แจ้งไว้กับธนาคาร รวมถึงรายละเอียดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจรวมถึงช่องทางการชำระคืนเงินกู้ด้วย ในปัจจุบันธนาคารมีช่องทางการชำระคืนสินเชื่อที่หลากหลายเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้กู้ โดยช่องทางการชำระเงินจะแตกต่างกันไปสำหรับแต่ละธนาคาร และบางช่องทางอาจมีค่าบริการในการชำระเงิน แต่ช่องทางหลัก ๆ จะมีดังนี้

 

  • การหักผ่านบัญชีธนาคารที่ผู้กู้มีกับธนาคารผู้ออกสินเชื่อ (ไม่เสียค่าบริการ)
  • การชำระผ่านทางเครื่อง ATM ของธนาคารผู้ออกสินเชื่อ (ไม่เสียค่าบริการ)
  • การชำระผ่าน Online Banking ของธนาคารผู้ออกสินเชื่อ (ไม่เสียค่าบริการ)
  • การชำระผ่านแอปพลิเคชัน Mobile Banking ของธนาคารผู้ออกสินเชื่อ (ไม่เสียค่าบริการ)
  • การหักผ่านบัญชีธนาคารอื่นที่ไม่ใช่ธนาคารผู้ออกสินเชื่อ (อาจมีค่าบริการ) 
  • การชำระผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารอื่น (อาจมีค่าบริการ)
  • การชำระผ่านช่องทางสาขาธนาคารอื่น (อาจมีค่าบริการ)
  • การชำระผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส (มีค่าบริการ)
  • การชำระผ่านเคาน์เตอร์รของ AIS และร้านค้าของ Telewiz (มีค่าบริการ)
  • การชำระผ่านเคาน์เตอร์รของ Lotus’s (มีค่าบริการ)
  • การชำระผ่านที่ทำการไปรษณีย์ (มีค่าบริการ)

 

จะเห็นได้ว่าช่องทางชำระเงินผ่านธนาคารผู้ออกสินเชื่อมักจะไม่เสียค่าบริการ ส่วนการชำระผ่านธนาคารอื่นอาจมีค่าบริการตามเงื่อนไขของบริการนั้น ๆ ส่วนการชำระเงินผ่านจุดบริการรับชำระเงินอย่างเคาน์เตอร์เซอร์วิสจะมีการคิดค่าบริการอยู่ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 10 - 30 บาท ดังนั้น เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ควรชำระค่างวดผ่านช่องทางธนาคารของธนาคารผู้ออกสินเชื่อจะดีที่สุด 

สินเชื่อส่วนบุคคลจ่ายโปะได้ไหม?

สำหรับคนที่อยากปลดหนี้ให้เร็วขึ้น อาจมีคำถามว่าเราสามารถนำเงินก้อนมาจ่ายคืนหรือชำระเงินเกินค่างวดของสินเชื่อได้หรือไม่ คำตอบคือสามารถทำได้ โดยการจ่ายเงินค่างวดเกินจำนวนเงินที่ธนาคารกำหนด (การจ่ายโปะ) จะสามารถช่วยให้หมดหนี้เร็วขึ้นและจ่ายดอกเบี้ยน้อยลงได้เนื่องจากสินเชื่อส่วนบุคคลส่วนใหญ่จะคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก


การคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกจะคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลืออยู่จนกว่าเงินต้นจะหมด ดังนั้น เมื่อเงินต้นลดลง ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็จะลดลงด้วย เช่น สมมุติว่าคุณมีหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลอยู่ 200,000 บาท ผ่อนชำระเป็นระยะเวลา 5 ปีโดยมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 20% ต่อปี เงินผ่อนในแต่ละงวดจะอยู่ที่งวดละ 5,299 บาท แต่คุณจ่ายเกินค่างวดเกินไป 1,000 บาท เป็นงวดละ 6,299 บาททุกงวด ก็จะทำให้เงินต้นลดลงเร็วขึ้น และดอกเบี้ยก็จะลดลงเร็วขึ้นเช่นกัน จากการคำนวณคร่าว ๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ คุณจะสามารถประหยัดดอกเบี้ยได้ได้ถึง 30,845 บาทและชำระหนี้หมดเร็วขึ้นถึง 1 ปี 2 เดือนเพียงแค่จ่ายเพิ่มเดือนละ 1,000 บาทอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรระวังสำหรับการจ่ายโปะและปิดหนี้ก่อนเวลาคือค่าปรับ เนื่องจากธนาคารส่วนใหญ่จะคิดค่าปรับการไถ่ถอนสินเชื่อก่อนกำหนด ดังนั้น ถ้าหากต้องการปิดหนี้ก่อนกำหนด คุณควรศึกษาเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด และคำนวณดูว่าค่าปรับที่ต้องจ่ายคุ้มค่ากับเวลาและดอกเบี้ยที่จะประหยัดได้หรือไม่ มิเช่นนั้น คุณอาจจะเจ็บตัวจากการจ่ายค่าปรับมากกว่าดอกเบี้ยก็เป็นได้

หากผิดนัดชำระสินเชื่อจะเกิดผลกระทบอย่างไร?

การผิดนัดชำระหนี้เป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่ถ้าหากเกิดเหตุจำเป็นที่ทำให้ต้องผิดชำระหนี้สินเชื่อแล้ว ผลกระทบที่จะตามมามีทั้งหมด 3 ข้อด้วยกัน ได้แก่
 

1. มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
เมื่อผิดนัดชำระสินเชื่อ ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยผิดนัดเพิ่มจากอัตราดอกเบี้ยเดิม แต่ไม่เกิน 25% ต่อปี โดยคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นของค่างวดที่ผิดนัดชำระ ซึ่งดอกเบี้ยก้อนดังกล่าวก็จะถูกทบไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่ได้ นอกจากนี้ ธนาคารยังคิดค่าติดตามทวงถามหนี้งวดละ 50 - 100 บาทต่องวดด้วย


2. เสียประวัติเครดิตบูโร
การเสียประวัติจากการชำระหนี้ล่าช้าแบบนี้จะทำให่การทำธุรกรรมการเงิน เช่น กู้เงิน กู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อรถ รีไฟแนนซ์บ้าน ครั้งต่อ ๆ ไปทำได้ยากขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงินต่าง ๆ จะเข้าไปตรวจสอบประวัติดังกล่าวก่อนตัดสินใจปล่อยกู้ ซึ่งประวัตินี้จะติดตัวเราอยู่เป็นเวลา 3 ปี


3. ถูกฟ้องร้อง 
หากค้างชำระหนี้ไปเป็นเวลานาน ธนาคารอาจบอกเลิกสัญญาและดำเนินการฟ้องร้องคดีเพ่งกับลูกหนี้ ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้กู้ต้องไปขึ้นศาลเพื่อสู้คดีแล้ว ยังอาจถูกตัดสินให้เป็นบุคคลล้มละลายได้อีกด้วย


จะเห็นได้ว่าการผิดชำระหนี้สินเชื่อจะทำให้เกิดผลเสียต่าง ๆ ตามมามากมาย ทางที่ดีที่สุดคือควรชำระเงินค่างวดให้ตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอ หรือถ้าหากไม่สามารถทำได้จริง ๆ ควรติดต่อธนาคารเพื่อหาทางประนอมหนี้หรือปรับโครวงสร้างหนี้ใหม่ ซึ่งอาจช่วยยืดระยะเวลาการชำระหนี้ออกไป ลดยอดผ่อนต่อเดือน หรือลดดอกเบี้ยลงให้เหมาะกับสภาพทางการเงินมากขึ้น

ขอสินเชื่อส่วนบุคคลธนาคารไหนดี?

การตัดสินใจเลือกสินเชื่อส่วนบุคคลมีปัจจัยต่าง ๆ ที่ต้องพิจารณามากมาย ตั้งแต่อัตราดอกเบี้ย โปรโมชันพิเศษ ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงความสะดวกสบายในการใช้บริการและความน่าเชื่อถือของธนาคารหรือสถาบันการเงินนั้น ๆ


ปัจจัยที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ในการพิจารณาก็คืออัตราดอกเบี้ย ซึ่งเมื่ออยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจว่าจะเลือกขอสินเชื่อกับธนาคารไหนดี ควรเริ่มจากการหาข้อมูลจากหลาย ๆ ที่ แล้วดูว่าตนเองจะได้รับอัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่ตามเงื่อนไขของธนาคารนั้น ๆ จริงอยู่ที่บางธนาคารอาจโฆษณาว่าได้ดอกเบี้ยต่ำมาก แต่เงื่อนไขในการได้รับอัตราดอกเบี้ยนั้นอาจไม่ตรงกับตัวเราเองก็ได้ นอกจากนี้ อย่าลืมตรวจสอบว่าอัตราดอกเบี้ยหลังหมดโปรโมชันแล้วจะอยู่ที่เท่าไหร่ มีการยกเว้นค่าธรรมเนียมอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะจะช่วยให้เราสามารถเปรียบเทียบสินเชื่อของธนาคารต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น


แต่สำหรับใครที่ต้องการประหยัดเวลาในการหาข้อมูลและเปรียบเทียบสินเชื่อส่วนบุคคล แรบบิท แคร์ มีบริการใช้งานระบบเปรียบเทียบจากหลายธนาคารได้ง่าย ๆ เพียงเข้ามาที่เครื่องมือเปรียบเทียบสินเชื่อส่วนบุคคล แล้วกรอกข้อมูล รายได้ปัจจุบัน จังหวัดที่อยู่ เมื่อกรอกครบแล้ว ระบบจะแสดงผลออกมาเป็นบริการจากสถาบันการเงินที่เหมาะกับคุณสูงสุด 3 ที่ หลังจากนั้น คุณก็สามารถเลือกธนาคารที่ต้องการและสมัครผ่านเว็บไซต์ได้ทันที ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มโอกาสที่จะผ่านการอนุมัติอีกด้วย

ขอสินเชื่อส่วนบุคคลกับแรบบิท แคร์ มีข้อดีอย่างไร?

แรบบิท แคร์ เป็นบริษัทในเครือ BTS ที่มีความมั่นคง ไว้วางใจได้ มาพร้อมบริการดี ๆ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้คุณสามารถเลือกสินเชื่อส่วนบุคคลที่เหมาะกับคุณมากที่สุดได้ และยังช่วยให้คุณขอสินเชื่อส่วนบุคคลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย


เปรียบเทียบสินเชื่อไวใน 30 วินาที 
ระบบเปรียบเทียบสินเชื่อจากแรบบิท แคร์ ให้คุณเลือกสินเชื่อจากหลายธนาคารได้ง่าย ๆ เพียงแค่กรอกข้อมูล รายได้ปัจจุบัน จังหวัดที่อยู่ แล้วระบบจะแสดงบริการจากสถาบันการเงินที่มีโอกาสอนุสมัติสูงที่สุดให้คุณได้เลือกภายใน 30 วินาทีเท่านั้น


กู้ออนไลน์ได้ไม่ต้องไปธนาคาร
หลังจากเลือกธนาคารที่ต้องการสมัครสินเชื่อได้แล้ว ก็สามารถสมัครได้ง่าย ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต เพียงแค่กรอกข้อมูลและประวัติการเงินในระบบของเรา ก็จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับผ่านหมายเลขที่ลงทะเบียนไว้ ประหยัดเวลา ไม่ต้องไปที่ธนาคารให้วุ่นวาย


มีเจ้าหน้าที่พร้อมให้คำปรึกษา
เราเข้าใจว่าการขอสินเชื่ออาจดูเป็นเรื่องยุ่งยาก เจ้าหน้าที่ของของแรบบิท แคร์ จึงพร้อมคอยตอบทุกคำถามของคุณตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าคุณจะมีข้อสงสัยเรื่องใดเกี่ยวกับการขอสินเชื่อ ทั้งอัตราดอกเบี้ย คุณสมบัติผู้สมัคร เอกสารประกอบ รวมถึงการผ่อนชำระ


ประสานงานให้คุณอย่างรวดเร็ว
นอกจากเจ้าหน้าที่ของแรบบิท แคร์ จะพร้อมให้คำปรึกษาและตอบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับสินเชื่อแล้ว เมื่อคุณสมัครสินเชื่อผ่านแรบบิท แคร์ พนักงานของเราจะคอยประสานงานและติดตามเรื่องเพื่อให้คุณได้ทราบผลการอนุมัติอย่างรวดเร็ว ฉับไว ทันใจยิ่งขึ้น

บทความเพิ่มเติม

ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของเรา