ใช้ใจแคร์ ดูแลครบ

เลือกประกันสุขภาพที่ใช่ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษา

เปรียบเทียบแผนง่าย
ไม่ต้องติดต่อตัวแทนขายประกัน

ข้อมูลส่วนตัวของท่านปลอดภัยแน่นอน

ซื้อประกันสุขภาพ IPD/OPD

แผนประกันภัยสุขภาพ จาก แรบบิท แคร์

ประกันภัยสุขภาพสามารถทำได้จนถึงอายุเท่าไหร่?

อายุที่รับทำประกันสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิตสุขภาพ, ประกันสุขภาพ เหมาจ่าย, ประกันสุขภาพ IPD-OPD นั้น เงื่อนไขจะขึ้นอยู่กับบริษัทประกันฯ และเงื่อนไขของแบบแผนประกันชีวิตสุขภาพนั้น ๆ เป็นหลัก ซึ่งจะแตกต่างกันออกไป


เช่น หากเป็นประกันชีวิตสุขภาพที่ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุ หรือประกันเด็ก จะมีการกำหนดอายุ ขอบเขตที่สามารถทำได้ไว้อย่างชัดเจน เนื่องจากแต่ละช่วงวัยมีความเสี่ยงด้านสุขภาพ มีโรคภัยที่ต้องดูแลแตกต่างกันออกไป อย่างประกันเด็กนั่น บางแห่งอาจรับทำที่อายุ 1 ปีขึ้นไป หรือบางแห่งอาจรับทำตั้งแต่อายุได้ 1 เดือน เลยก็มี!


นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขการต่อกรมธรรม์ไว้ด้วยว่า สามารถต่ออายุการทำประกันได้ยาวนานภึงอายุเท่าไหร่ เช่น หากเป็นประกันเด็ก ส่วนใหญ่จะกำหนดให้สามารถต่อได้นานสุด 18-20 ปีบริบูรณ์ เพราะในทางการแพทย์ เมื่ออายุ 18 - 20 ปี จะถูกนับว่าเป็นยร่างกายที่เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ทำให้การทำประกันเด็กมีการจำกัดอายุไว้ไม่เกินนี้


ในขณะที่ประกันสุขภาพสำหรับผู้ใหญ่ อาจให้คุณต่ออายุกรมธรรม์ได้นานสูงสุดจนถึงอายุ 70-80 ปี บางแห่งอาจมีการเรียกเก็บเบี้ยประกันเพิ่มตามความเสี่ยงด้านสุขภาพ เป็นต้น


ซึ่งสำหรับใครที่ต้องการเปรียบเทียบเพื่อเลือกประกันภัยสุขภาพ สามารถปรึกษากับ แคร์ เอเจ้นท์ จากทางแรบบิท แคร์ ได้ ที่นี้ นอกจากบริการให้คำปรึกษาแล้ว เรายังมีระบบเปรียบเทียบประกันชีวิตสุขภาพให้คุณเลือกประกันได้ตรงตามที่ต้องการอีกด้วย!


ประกันสุขภาพ เหมาจ่ายดีอย่างไร? จ่ายทุกการรักษาจริงหรือ?

ประกันสุขภาพ เหมาจ่าย เป็นประกันภัยสุขภาพที่ปัจจุบันนิยมอย่างมาก เนื่องจากเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน สามารถเหมาจ่ายค่ารักษาได้ตามจริง เมื่อได้รับการวินิจฉัยและยืนยันว่ามีอาการเจ็บป่วยตามเงื่อนไขที่ทางบริษัทประกันฯกำหนด ตามวงเงินที่ทำไว้


เช่น หากคุณได้ทำประกันสุขภาพ เหมาจ่าย แบบแผน 500,000 บาท/ปี เมื่อต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล และมีค่าใช้จ่ายมากถึง 100,000 บาท หากเป็นไปตามเงื่อนที่ประกันกำหนด จะสามารถเบิกเคลมได้ตามค่าใช้จ่ายจริง และจะเหลือวงเงิน 400,000 บาท ซึ่งหากมีเหตุต้องเข้ารับรักษาพยาบาลอีก ก็จะสามารถเบิกเคลมภายใต้วงเงินที่เหลืออยู่ไปได้เรื่อย ๆ จนครบอายุกรมธรรม์ต่อปี


ด้วยเหตุนี่เองที่ทำให้ประกันเหมาจ่ายนั้นจะคุ้มค่า เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุม ไม่ต้องคอยกังวลว่าเมื่อเจ็บป่วยบ่อยแล้วประกันจะไม่ให้เบิกเคลม ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน บางบริษัทฯหรือบางแผบบแผนรวมค่าห้องให้คุณสามารถเคลมได้จากวงเงินนี้เลย


แต่ทั้งนี้ ผู้ทำประกันควรตรวจสอบเงื่อนไข และรูปแบบประกันสุขภาพ เหมาจ่ายให้ดี เพราะบางแบบแผนมีการกำหนดโรคที่สามารถเบิกเคลม หรือสามารถเบิกเคลมได้ต่อโรคเท่านั้นด้วย นอกจากนี้ ค่าเบี้ยประกันสุขภาพเหมาจ่าย จะมีราคาที่สูงกว่าประกันภัยสุขภาพทั่วไปหรือประกันแยกซื้อ แลกกับความคุ้มครองที่ครอบคลุมเหล่านี้


หากเป็นโรคเรื้อรังมาก่อน สามารถทำประกันสุขภาพได้หรือไม่?

แม้จะเป็นโรคเรื้อรังมาก่อน เช่น ริดสีดวง, โรคกระเพาะอักเสบ, ปอดอักเสบ, ทอนซิสอักเสบ หรือโรคที่เป็นต่อเนื่องมานานเกิน 5 ปี ที่ผู้ทำประกันสุขภาพป่วยมาก่อน ยังสามารถทำประกันชีวิตสุขภาพได้ แต่ประกันสุขภาพอาจไม่คุ้มครองโรคนั้น ๆ


เช่น หากคุณป่วยเป็นโรคกระเพาะอักเสบมาก่อน เมื่อซื้อประกันสุขภาพ แม้จะผ่านระยะเวลารอคอยแล้ว คุณจะไม่สามารถเบิกเคลมค่ารักษาโรคกระเพาะอักเสบที่ตนเป็นได้ แต่หากรักษาจนหายขาดนานจนถึง 2 ปี อาจยื่นเรื่องเพื่อให้บริษัทประกันทบทวนเงื่อนไขได้ใหม่


โดยผู้ทำประกันสามารถตรวจสอบโรคที่ตนเป็นว่าสามารถทำได้หรือไม่กับทางบริษัทฯ หรือโบรกเกอร์ประกันโดยตรง ในกรณีที่ไม่สามารถทำได้ ทางบริษัทฯอาจยื่นข้อเสนอให้ทำประกันภัยสุขภาพแบบแผนอื่น หรือต้องเพิ่มเบี้ยประกันจึงจะสามารถทำได้ก็มีเช่นกัน ทั้งนี้ แรบบิท แคร์ แนะนำว่า ควรแจ้งทางบริษัทประกันฯเสมอว่าเคยเป็นโรคใดมาก่อนบ้าง ให้ข้อมูลครบถ้วน เพื่อป้องกันปัญหาไม่สามารถเบิกเคลมประกัน หรือถูกเลิกประกันนั่นเอง


นอกจากนี้ ประกันสุขภาพจะไม่คุ้มครอง เช่น โรคประจำตัวของผู้ทำ,โรคจิตเวชต่าง ๆ, โรคที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์, โรคที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด (ยกเว้นบางโรค ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกัน) รวมไปถึงโรคติดต่อทางเพศ เช่น HIV อีกด้วย


คำถามและข้อสงสัยที่พบบ่อย

ประกันสุขภาพแตกต่างจากประกันชีวิตอย่างไร?

ประกันสุขภาพ และ ประกันชีวิต แตกต่างกันที่ขั้นตอนการเบิกเคลมผลประโยชน์ และให้ความคุ้มครองที่แตกต่างกันออกไปตามรูปแบบแผนประกัน

 

ประกันชีวิตสุขภาพจะให้ผู้เอาประกันสามารถเบิกเคลมได้หากมีการเข้ารับการรักษาพยาบาลจากอาการเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดอายุของผู้ทำอย่างชัดเจน เช่น ประกันโรคร้ายแรง, ประกันสุขภาพ เหมาจ่าย หรือประกันอุบัติเหตุ เป็นต้น

 

ประกันชีวิตจะเป็นประกันที่ทำไว้เพื่อครอบครัว และบุคคลที่อยู่ข้างหลังได้รับผลประโยชน์หลังจากที่ผู้ทำประกันเสียชวิต หรือเป็นการเก็บออมเงินไว้เพื่อใช้ในวัยเกษียณมากกว่า ส่วนมากไม่จำกัดอายุของผู้ทำประกัน หรือหากมีการจำกัดจะมีระยะเวลาอายุที่ยาวนานกว่า เช่น ประกันผู้สูงอายุ, ประกันออมทรัพย์ เป็นต้น

 

สรุปความแตกต่างแล้ว ประกันภัยสุขภาพจะให้ผลประโยชน์กับผู้ทำประกันโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการรักษาพยาบาลซึ่งในปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ประกันชีวิตจะให้ผลประโยชน์เหมือนเป็นมรดกที่จะได้ใช้เมื่อครบกำหนดกรมธรรม์ หรือมีไว้เพื่อส่งต่อให้คนในครอบครัวมากกว่า

 

แต่ไม่ว่าจะเป็นประกันแบบไหน ผู้ทำประกันควรแถลงข้อมูลด้านสุขภาพตามความเป็นจริงเสมอ เพื่อป้องกันปัญหาบริษัทฯยกเลิกกรมธรรม์นั่นเอง

 

แต่ถ้าหากถามว่าควรเลือกทำตัวไหน แรบบิท แคร์ ขอแนะนำว่า ควรทำประกันทั้งสองแบบ เพื่อเพิ่มความคุ้มครองให้ครอบคลุม และความมั่นคงให้กับชีวิต 

ประกันภัยสุขภาพสามารถเบิกเคลมค่ารักษาการศัลยกรรม เลสิคค่าสายตา หรือค่ารักษาจิตเวชได้หรือไม่?

ประกันภัยสุขภาพมีข้อยกเว้นในการรักษาอยู่ โดยจะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่รูปแบบแบบแผน และบริษัทฯนั้น ๆ กำหนดเงื่อนไขเอาไว้ เช่น การรักษาเกี่ยวกับความสวยความงาม, การเข้ารับการรักษาพยาบาลที่มีสาเหตุมาจากการทำศัลยกรรม เนื่องจากไม่ใช่การรักษาโรคตามปกติ

 

นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงค่าคลอดบุตร, การรักษาเพื่อการมีบุตร, การรักษาผิวหน้าจากสิว, โรคทางจิตเวช, โรคทางพันธุกรรม, โรคร้ายแรงบางชนิด และการรักษาที่ไม่ใช่แพทย์แผนปัจจุบัน เช่น การฝังเข็ม ดังนั้น ผู้ทำประกันจึงควรศึกษา และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมให้ดีก่อนการทำประกันชีวิตสุขภาพเสมอ ว่าการรักษาที่ตนต้องการนั้น เข้าข่ายในการเบิกเคลมประกันสุขภาพได้หรือไม่ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของตน

 

สำหรับคำถามที่สงสัยว่าการศัลยกรรม การทำเลสิค นั้น จะถูกนับเป็นการรักษาเกี่ยวกับความสวยงาม ทำให้ไม่สามารถเบิกเคลมได้ ส่วนค่ารักษาจิตเวชเองก็ไม่สามารถเบิกเคลมได้เช่นกัน ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดเงื่อนไขที่ได้กล่าวไปในข้างต้น

 

แต่ถึงแม้จะไม่สามารถเบิกเคลมได้ ในปัจจุบันทางสถานบันการเงินได้เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยสามารถรูดบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดเพื่อผ่อนจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เหล่านั้นได้ บางแห่งให้ผ่อนได้ 0% นานหลายเดือน ช่วยให้ทุกการรักษาสามารถทำได้แม้เป็นการรักษาเพื่อความงาม หรือรักษาสุขภาพจิต จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

ทำไมจึงควรทำประกันสุขภาพเด็ก?

เหตุผลที่ควรทำประกันเด็ก มีดังนี้

 

  • ลักษณะการใช้ชีวิตของคนเริ่มเปลี่ยนไป บางครอบครัวอาจเลี้ยงด้วยนมแม่ได้ยากขึ้น ทำให้เด็กบางคนต้องดื่มนมผงไว ส่งผลให้เด็กจึงมีภูมิต้านทานน้อยลง และเมื่อเด็กมีภูมิต้านทานน้อยลง ก็จะมีโอกาสป่วยได้ง่ายมากขึ้น
  • ปัจจุบันค่าใช้จ่ายสำหรับบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลมีค่ารักษาพยาบาลที่สูงมาก นอกจากนี้การดุแลรักษาอาการป่วยของเด้กยังต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้มีราคาสูงกว่าการรักษาในหมู่ผูัใหญ่
  • แม้จะเป็นประกันสุขภาพเด็ก แต่เมื่อทำแล้วจะยังไม่ได้มีผลทันที คุณต้องรออย่างน้อย 30 วัน การเลือกทำตั้งแต่เนิ่น ๆ จะส่งผลดีกว่า หากลูกน้อยของคุณป่วยจะได้เข้ารับการรักาษทันที
  • เด็กต้องการการรักษาที่ดีกว่าผู้ใหญ่ นอกจากนี้การรักษาอาการป่วยสำหรับเด็กเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องระวังอย่างมาก เพราะเด็กจะมีภาวะการแพ้ต่อสภาพแวดล้อมได้ง่าย ซึ่งการรักษาอาจจำเป็นต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือเครื่องมือในการรักษาที่พิเศษกว่าคนทั่ว ๆ ไป

มีเชื้อโรคใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้เป็นอันตรายต่อเด็กเล็กที่มีภูมิต้านทานต่ำ และยากต่อการรักษาให้หายได้

จากสาเหตุที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ทำให้เห็นว่าการทำประกันสุขภาพเด็กมีความสำคัญอย่างมาก และเหล่าผู้ปกครองไม่ควรละเลย เพราะลูกน้อยของคุณจำเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีที่สุดเพื่ออนาคตที่ดีของพวกเขานั่นเอง

ประกันอุบัติเหตุนับเป็นประกันภัยสุขภาพหรือไม่? จำเป็นไหมที่ต้องทำ?

ประกันอุบัติเหตุเองถูกนับเป็นเป็นหนึ่งในประกันภัยสุขภาพชนิดหนึ่ง โดยเน้นให้ความคุ้มครองในเรื่องอาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ซึ่งจะแตกต่างจากประกันสุขภาพอื่น ๆ ที่ให้ความคุ้มครองหลักในเรื่องอาการเจ็บป่วยจากโรคภัยต่าง ๆ

 

สิ่งที่ทำให้ประกันอุบัติเหตุน่าสนใจไม่แพ้ประกันภัยสุขภาพ คือ เบี้ยประกันมีราคาที่จับต้องได้มากกว่า แต่ให้ความคุ้มครองสูง บางแผนประกันมีค่าชดเชยรายวันในกรณีที่ผู้เอาประกันต้องนอนโรงพยาบาลไม่สามารถไปทำงานได้ และบางแห่งสามารถเข้ารับการรักษาในคลินิกได้ รวมทั้งจ่ายสินไหมกรณีเสียชีวิตด้วย

 

โดยเบื้องต้น ประกันอุบัติเหตุ จะแบ่งผู้ที่สามารถทำได้ ดังนี้ 

 

  • กลุ่มสายอาชีพ A เป็นกลุ่มที่มีลักษณะงานเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุน้อยที่สุด โดยส่วนใหญ่แล้วจะทำงานอยู่ในสำนักงาน ในออฟฟิศ และเป็นอาชีพที่ไม่ต้องใช้เครื่องจักรมาก เช่น ผู้บริหาร, เจ้าของธุรกิจ, พนักงานธนาคาร, แม่บ้าน, ข้าราชการ, ครู, เภสัชกร, นักเรียน-นักศึกษา เป็นต้น
  • กลุ่มสายอาชีพ B เป็นกลุ่มที่มีลักษณะงานเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุระดับปานกลาง ซึ่งมีลักษณะงานทำนอกสถานที่บ้างบางครั้ง หรือเป็นผู้ปฏิบัติงานทางด้านอุตสาหกรรม มีการใช้เครื่องจักรอยู่บ้าง หรือเป็นผู้ที่ปฏิบัติกลางแจ้งนั่นเอง เช่น วิศวกร, ทนายความ, ผู้พิพากษา, สถาปนิก, แคดดี้, แพทย์, พยาบาล, หัวหน้าช่าง, พนักงานขาย หรือพระสงฆ์ เป็นต้น

 

แรบบิท แคร์ ขอแนะนำว่าควรทำประกันชีวิตสุขภาพควบคู่ไปกับประกันอุบัติเหตุ เพื่อความคุ้มครองที่ครอบคลุม โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพื่อข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติมได้กับทางเราหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทางโทรศัพท์ 1438 หรือ LINE @rabbitcare ได้ตลอดเวลา! 

ผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอกคืออะไร?

เบื้องต้นแล้ว ผู้ป่วยใน และผู้ป่วยนอก จะมีข้อแตกต่างกัน ดังนี้

 

  • ผู้ป่วยใน (In Patient department : IPD) หมายถึง ผู้ที่ลงทะเบียนเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลเวชกรรม ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง โดยได้รับการวินิจฉัยและคำแนะนำจากแพทย์ หรือให้เข้าใจง่ายๆ คือ จำเป็นต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เช่น ป่วยหนักต้องแอดมิดนอนโรงพยาบาล, ต้องเข้าผ่าตัด และนอนค้างโรงพยาบาล
  • ผู้ป่วยนอก (Out-Patient-Department : OPD) หมายถึง ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา โดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลสามารถกลับบ้านได้เลยในวันที่เข้ารับการรักษา เช่น เป็นหวัด , หกล้มเป็นแผล หรือตรวจแล้ว หมอให้ยากลับไปทานที่บ้าน

 

เราจะเห็นได้ว่า รูปแบบของผู้ป่วยทั้งสองประเภทนี้แตกต่างกันในเรื่องของการเข้ารับการรักษา ทำให้ประกันภัยสุขภาพแบบ IPD (ผู้ป่วยใน) หรือแบบ OPD (ผู้ป่วยนอก) นั้นแตกต่างกัน เช่น อาจมีการระบุเงื่อนไขวงเงิน หรือการเบิกสินไหมทดแทนระหว่างผู้ป่วยในกับผู้ป่วยนอกไม่เหมือนกัน และอาจจะมีเงื่อนไข ข้อตกลงที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทฯ


และสำหรับใครที่กำลังลังเลและสงสัยว่าควรเลือกซื้อ ประกัน IPD หรือ OPD ก่อนดี ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะในปัจจุบัน เราสามารถซื้อทั้ง ประกัน IPD-OPD ได้พร้อม ๆ กัน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหลักประกันให้กับชีวิตและครอบครัวของตัวเอง เนื่องจากให้ความคุ้มครองในทุกอาการเจ็บป่วย และยังช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายหากเจ็บป่วยในอนาคตได้อีกด้วย

หากมีประกันสุขภาพ เหมาจ่ายอยู่แล้ว ควรเลือกซื้อประกันภัยสุขภาพอื่น ๆ เพิ่มเติมหรือไม่?

เบื้องต้นแล้วผู้ทำประกันควรตรวจสอบก่อนว่าประกันสุขชีวิตภาพที่ตนมีครอบคลุมมากน้อยแค่ไหน หากทำประกันสุขภาพ เหมาจ่าย ไว้แล้ว หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา สวัสดิการของบริษัทประกันสังคม หรือบัตรทองของรัฐ ก็ไม่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้เวลาเจ็บป่วย เพราะประกันภัยสุขภาพนั้น ให้ความคุ้มครองไม่ครอบคลุมโรคร้ายต่าง ๆ โดยผู้ทำประกันอาจเลือกซื้อประกันภัยสุขภาพโรคร้ายแรงเพิ่มเติมได้

 

ซึ่งประกันโรคร้ายแรง คือหนึ่งในประกันชีวิตสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองโรคร้ายแรงโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น โรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ , ไตวาย, ตับวาย, โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน, โรคหัวใจ, โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ เป็นต้น

 

แม้ว่าจะซื้อประกันสุขภาพเหมาจ่ายไว้แล้ว แต่สาเหตุที่คุณควรซื้อประกันโรคร้ายแรงเพิ่มเติมเอาไว้ เพราะค่ารักษาพยาบาลราคาสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคร้ายแรง เพราะต้องการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในยการดูแลรักษา บางโรคต้องใช้ระยะเวลารักษายาวนาน ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเยอะ นอกจากนี้ ยังช่วยให้คุณหมดกังวลกับค่ารักษาพยาบาลที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ค่ายา ค่าห้อง ลดภาระค่าใช้จ่ายของคุณและครอบครัวอีกด้วย

 

หรือสำหรับใครที่มองว่าตนไม่มีภาวะเสี่ยงกับการเป็นโรคร้ายแรง อาจเลือกซื้อประกันสุขภาพอื่น ๆ เช่น ประกันอุบัติเหตุ สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางบ่อย ๆ หรือต้องทำงานกลางแจ้ง ทำงานเกี่ยวข้องกับเครื่องจักร หรือจะเลือกซื้อประกันตามโรคฤดูกาล เช่น ประกันภัยจากยุงก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

จำเป็นไหมที่เราต้องตรวจสุขภาพก่อนทำประกันสุขภาพ?

โดยทั่วไป การตรวจสุขภาพเพื่อทำประกันภัยสุขภาพนั่น ขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละบริษัทว่าจำเป็นต้องตรวจหรือไม่ เพราะบางบริษัทฯอาจไม่เรียกร้องให้คุณตรวจสุขภาพก่อนการทำจะต้องแถลงข้อมูลตามจริงในใบคำขอตอนสมัครทำประกันว่าไม่มีการปกปิดข้อมูล

 

แต่ในขณะที่บางบริษัทฯจะมีรายการตรวจสุขภาพมาให้ เช่น วัดความดันโลหิต, ตรวจปัสสาวะ, เจาะเลือด หรือมีการสอบถามประวัติสุขภาพเพิ่มเติม เป็นต้น โดยอาจเป็นบริการตรวจสุขภาพจากทางบริษัทประกัน หรือบางบริษัทฯอาจให้แนบสำเนาการตรวจสุขภาพประจำปีที่ผู้ทำประกันได้ไปตรวจมาเองก็ได้เช่นกัน

 

ซึ่งจากเหตุผลข้างต้น ทำให้มีคำแนะนำในการทำประกันทุกรูปแบบ ว่าควรแถลงข้อมูลตามความเป็นจริง โดยการแถลงข้อมูลตามความจริงนั้น หมายถึง การให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของผู้ทำประกันอย่างตรงไปตรงมา ไม่ปิดบัง และถูกต้องให้กับบริษัทประกันทราบ เพราะหากไม่แจกแจงข้อมูลให้ครบถ้วน ทางบริษัทประกันฯอาจมองว่าผู้ทำประกันจงใจปกปิด และมีสิทธิ์ไม่จ่ายค่าเงินชดเชย ค่ารักษาพยาบาล และอาจมีการยกเลิกประกันชีวิตสุขภาพที่ทำได้

 

สรุปแล้ว มีประกันภัยสุขภาพที่ไม่ต้องตรวจสุขภาพก่อนอยู่จริง และไม่จำเป็นจะต้องตรวจประกันชีวิตสุขภาพ แต่เพื่อป้องกันปัญหาที่ทำให้เราเสียประโยชน์ตามมา จึงควรแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพต่าง ๆ ของผู้ทำในทุก ๆ ครั้ง 

ประกันสังคมไม่คุ้มครองโรคอะไรบ้าง?

เนื่องจากพรบ.ประกันสังคมฉบับใหม่ (ฉบับที่ 4 พ.ศ.2558) จะเพิ่มสิทธิ์ในการรักษาโรคมากขึ้นและค่อนข้างที่จะครอบคลุมให้กับผู้ประกันตน แต่ในทางกลับกันก็ยังมีโรคยกเว้นบางโรคที่ประกันสังคมปฏิเสธที่จะให้สิทธิ์ในการออกค่ารักษาพยาบาลให้ โดยมีโรคที่ไม่คุ้มครอง ดังนี้ 

 

  • โรคหรือการประสบอันตรายอันเนื่องจากการใช้สารเสพเสพติด
  • โรคเดียวกันที่ต้องใช้ระยะเวลารักษาตัวในโรงพยาบาล ประเภทคนไข้ใน เกิน 180 วันใน 1 ปี
  • การบำบัดทดแทนไตกรณีไตวายเรื้อรัง ยกเว้นกรณีไตวายเฉียบพลัน และกรณีเจ็บป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย
  • การกระทำใด ๆ เพื่อความสวยงามโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
  • การรักษาที่ยังอยู่ในระหว่างการค้นคว้าทดลอง
  • การรักษาภาวะมีบุตรยาก
  • การตรวจเนื้อเยื่อเพื่อการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ยกเว้นการตรวจเนื้อเยื่อเพื่อการปลูกถ่ายไขกระดูกของผู้ประกันตน
  • การตรวจใด ๆ ที่เกินกว่าความจำเป็นในการรักษาโรค
  • การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ยกเว้นการปลูกถ่ายไขกระดูก และการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะกระจกตา 
  • การเปลี่ยนเพศ
  • การผสมเทียม
  • การบริการระหว่างรักษาตัวแบบพักฟื้น
  • ทันตกรรม ยกเว้น การถอนฟัน การอุดฟัน การขูดหินปูนและผ่าฟันคุด
  • การตัดแว่นตา
     

โดยผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติม สามารถสอบถามเงื่อนไขต่าง ๆ เพิ่มได้ที่ทางสำนักงานประกันสังคม และสำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยว่าประกันสุขภาพเหมาจ่ายที่ตนทำ มีข้อยกเว้นดั่งกล่าวหรือไม่ หรือสนใจทำประกันสุขภาพ สามารถติดต่อกับทาง แรบบิท แคร์ ได้ตลอด 24 ชม.!

สำรองจ่ายก่อนคืออะไร?

สำรองจ่ายก่อน คือ การที่ผู้ทำประกัน หากเจ็บป่วย ต้องเข้ารับการรักษา จะต้องจ่ายเงินค่ารักาาดั่งกล่าวไปก่อน แล้วค่อยนำบิลค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ มาเบิกเคลมกับทางประกันภัยสุขภาพที่ตนทำเอาไว้ทีหลังภายในระยะเวลาที่กำหนด

 

เบื้องต้นแล้ว เอกสารที่ใช้ในการเบิกเคลมประกันสุขภาพนั้น คร่าว ๆ จะมีดังนี้

 

  • ใบรับรองแพทย์ ใบรายงานผลจากแพทย์ผู้ตรวจรักษา 
  • แบบฟอร์มการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของบริษัทประกันชีวิตสุขภาพที่คุณต้องการเคลม
  • สำเนาบัตรประชาชน เอกสารสำเนาบัตรประชาชนผู้ที่รักษาและเป็นผู้ที่ประกันให้การคุ้มครอง หรือสำเนาสูติบัตร กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปีพร้อมการรับรองสำเนาถูกต้อง
  • สำเนาสมุดบัญชี ในกรณีที่มีการจ่ายเบี้ยเป็นเงินสด ต้องมีเอกสารสำเนาหน้าบัญชีแบบออมทรัพย์ที่มีชื่อเจ้าของบัญชีเป็นชื่อเดียวกับผู้ทำประกันเท่านั้น เพื่อให้บริษัทฯ ทำเรื่องการเคลมเงินคืนให้ได้
     

ซึ่งแต่ละแห่งอาจมีเงื่อนไข มีการขอเอกสารต่าง ๆ เพิ่มเติมอีก เช่น สำเนาใบเสร็จรับเงินต้นฉบับที่แสดงรายการค่าใช้จ่ายในการรักษาจากทางโรงพยาบาล, ผลการตรวจทางห้องปฎิบัติยืนยันโรค หรือในกรณีที่ผู้ทำประกันเสียชีวิต อาจมีการขอสำเนาใบมรณบัตรรับรองด้วย โดยสามารถสอบถามรายละเอียดต่าง ๆ เพิ่มเติ่มกับทางต้นทางบริษัทฯได้เลย

 

ส่วนประกันสุขภาพที่ไม่ต้องสำรองจ่าย คือ ประกันสุขภาพที่ไม่ต้องจ่ายค่ารักษาด้วยตัวเอง เพียงแค่ยื่นหลักฐาน หรือเข้ารักษาพยาบาลตามที่ทางประกันฯได้กำหนดเอาไว้ ซึ่งสะดวกสบาย และเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน

หากต้องการยกเลิกประกันภัยสุขภาพ จะได้เงินคืนไหม? หรือในกรณีที่ต้องการยกเลิกประกันสุขภาพ ทำได้หรือไม่?

หากต้องการยกเลิกประกันภัยสุขภาพโดยได้เงินคืนเต็มจำนวน ผู้ทำประกันจะต้องทำการยกเลิกและดำเนินการภายใน 15 วัน หลังจากที่เริ่มต้นทำกรมธรรม์ไป ด้วยการส่งหนังสือแจ้งยกเลิกกรมธรรม์ให้ทางบริษัทประกันโดย ซึ่งบางแห่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมส่วนนี้ด้วย โดยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่บริษัทประกันนั้น ๆ ได้โดยตรง

 

ในกรณีที่จ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตสุขภาพไม่ไหว ไม่ว่าจะเป็น ประกันเด็ก, ประกันอุบัติเหตุ, ประกันสุขภาพ เหมาจ่าย หรือประกันชีวิตสุขภาพรูปแบบอื่น ๆ สามารถขอเวนคืนกรมธรรม์ได้ แต่ผู้ทำประกันอาจได้รับเงินคืนไม่เต็มจำนวน โดยเอกสารที่ใช้ในการขอยกเลิกประกัน เบื้องต้นจำเป็นต้องเตรียมเอกสารสำหรับการขอยกเลิกดังนี้ 

 

  • แบบฟอร์มคำร้องขอใช้สิทธิเวนคืนกรมธรรม์ (กรอกแบบฟอร์ม 1 ชุด ต่อ 1 กรมธรรม์)
  • สำเนาบัตรประชาชน โดยลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง
  • กรมธรรม์ต้นฉบับ หรือใบแจ้งความ ในกรณีกรมธรรม์สูญหาย (ใบแจ้งความระบุเลขที่กรมธรรม์ และชื่อสกุลผู้เอาประกันภัย ตามข้างต้น)
  • สำเนาบัญชีธนาคาร พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง (ในกรณีประสงค์รับเงินคืนผ่านบัญชีธนาคาร)
  • เอกสารอื่น ๆ ตามที่บริษัทประกันฯ ร้องขอ
     

จากนั้นรอการพิจารณาหลังบริษัทได้เอกสารครบถ้วน โดยการขอยกเลิกจะมีระยะเวลาในการพิจารณาที่แตกต่างกันตามรูปแบบของกรมธรรม์ที่ได้ทำไว้รวมถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เอกสารครบถ้วนหรือไม่ เป็นต้น นอกจากนี้บริษัทประกันอาจขอเอกสารอื่น ๆ เพิ่มเติมได้

ระยะเวลารอคอยคืออะไร? ต้องรอถึงกี่วัน?

ระยะเวลารอคอย (Waiting Period) คือ ช่วงเวลาที่ประกันไม่คุ้มครอง สำหรับประกันภัยสุขภาพจะเป็นการที่ผู้ทำประกันจะไม่สามารถเคลมในช่วงดังกล่าวได้ ต้องรอให้พ้นระยะเวลาดั่งกล่าวไปก่อน จึงจะสามารถเบิกเคลมได้ ซึ่งการตั้งเงื่อนไขนี้ขึ้น ก็เพื่อป้องกันความเสี่ยงของบริษัทฯนั่นเอง

 

โดยทั่วไป ประกันสุขภาพ มี 2 ระยะรอคอย คือ

 

  • ระยะเวลารอคอย 30 วัน สำหรับโรคทั่วไปที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ (ในกรณีที่ทำเพียงแค่ประกันสุขภาพเท่านั้น)
  • ระยะเวลารอคอย 120 วัน สำหรับโรคระยะก่อโรคนาน หรือโรคร้ายแรง เช่น ก้อนเนื้อ, มะเร็ง, ต้อกระจก, ริดสีดวง, นิ่วทุกชนิด, เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ เป็นต้น แต่โรคร้ายแรงบางชนิด อาจมีระยะเวลารอคอยเพียง 90 วัน ได้ ขึ้นกับเงื่อนไขบริษัท
     

ตัวอย่าง คุณแคร์ได้ทำประกันสุขภาพเหมาจ่ายและประกันโรคร้ายแรงเอาไว้ หากคุณแคร์บังเอิญป่วยในวันที่ 31 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่พ้นระยะเวลารอคอย (Waiting Period) ก็จะสามารถเบิกเคลมได้ตามปกติหากเป็นไปตามเงื่อนไขของบริษัทประกันฯ

 

แต่ถ้าคุณแคร์เกิดเป็นโรคร้ายขึ้นมาในวันที่ 89 ซึ่งยังไม่พ้นระยะเวลารอคอยของประกันโรคร้ายแรง แม้ว่าอาการเจ็บป่วยจะเป็นไปตามเงื่อนไขบริษัทฯ คุณแคร์ก็จะไม่สามารถเบิกเคลมประกันโรคร้ายแรงได้

 

ทั้งนี้ผู้ทำประกันควรตรวจสอบเงื่อนไข และระยะเวลารอคอยก่อนการทำประกันเสมอ และควรเริ่มต้นทำประกันชีวิตสุขภาพแม้จะมีสุขภาพที่แข็งแรง เพราะเมื่อเจ็บป่วยขึ้นมาจะสามารถเบิกเคลมได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลารอระยะเวลารอคอยนั่นเอง

ประกันภัยสุขภาพสามารถชำระเบี้ยประกันได้ด้วยบัตรเครดิตหรือไม่?

ประกันสุขภาพ นอกจากจะช่วยคุ้มครองให้หมดห่วงเรื่องอาการเจ็บป่วยแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการลดหย่อนภาษีอีกด้วย โดยผู้ทำประกัน สามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพตนเองมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ โดยมีเงื่อนไขว่า จะต้องเป็น

 

  • ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การชดเชยทุพพลภาพ และการสูญเสียอวัยวะ เนื่องจากการเจ็บป่วยและบาดเจ็บ
  • ประกันอุบัติเหตุ เฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับ การรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูก
  • ประกันโรคร้ายแรง
  • ประกันภัยการดูแลระยะยาว
     

นอกจากนี้ ประกันภัยสุขภาพสามารถชำระเบี้ยประกันได้ด้วยบัตรเครดิต นอกจากนี้บางแห่งได้เปิดโอกาสให้คุณผ่อนค่าประกันภัยสุขภาพได้สูงสุด 0% นานถึง 10 เดือน อีกด้วย! หรือหากใครที่สะดวกจ่ายเต็มจำนวน สะดวกจ่ายด้วยเงินสดเอง ก็อาจได้รับส่วนลดพิเศษอื่น ๆ อีกเช่นกัน!

 

แต่ทั้งนี้ การใช้บีตรเครดิตในการรูดจ่ายค่าประกันสุขภาพ เหมาจ่าย อาจจะต้องตรวจสอบดูให้ดี เพราะบางบัตรจะไม่สามารถเก็บแต้มสะสมต่าง ๆ ได้ หากคุณใ้เจ่ายด้านประกัน

 

สำหรับใครที่ต้องการชำระค่าเบี้ยประกันแบบไหน สามารถติดต่อสอบถามกับทาง แรบบิท แคร์ ได้ตลอดเวลา เพราะเรารับชำระค่าเบี้ยทั้งเงินสด บัตรเดบิต และบัตรเครดิต พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ อย่าง สำหรับลูกค้าที่ซื้อกรมธรรม์ใหม่ กรณีชำระเบี้ยเต็มจำนวนผ่านบัตรเครดิต รับส่วนลด 7% กรณีลูกค้าชำระผ่านเงินสด บัตรเดบิต หรือโอนเงินเต็มจำนวน รับส่วนลด 5% เมื่อซื้อกับแรบบิทแคร์!

บทความแนะนำ

ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของเรา