‘หมูป่า’ กลับมาแล้ว! ต้องดูแลทั้งกายใจ ส่อง โรคจากถ้ำ ที่อาจทำให้น้อง ๆ ป่วย

เกาะติดน้องๆ นักฟุตบอลและโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมี่ที่ติดในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน กันมาเกือบ 2 สัปดาห์ ล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งของไทยและต่างประเทศ ก็ให้ความช่วยเหลือทั้ง 13 คนออกจากถ้ำได้อย่างปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อย เรียกว่าเป็นข่าวดีและสร้างความปลาบปลื้มใจไปทั่วโลกเลยก็ว่าได้

ตอนนี้น้องๆ ทีมหมูป่าและโค้ชผู้ดูแลก็อยู่ในความดูแลของแพทย์เป็นที่เรียบร้อย ถึงแม้ว่าทุกคนจะปลอดภัยดี สภาพร่างกายสมบูรณ์ แต่ก็มีปัจจัยน่าเป็นห่วงหลายอย่างในขณะที่ติดอยู่ในถ้ำ ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ ความชื้น ความหิว รวมทั้งสัตว์ที่อาจเป็นพาหะนำโรค วันนี้ Rabbit Care เลยอยากพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับโรคต่างๆ ที่คนอยู่ในถ้ำเป็นเวลานานๆ มีโอกาสเป็นได้ง่ายๆ

เด็กติดถ้ำ โรค
credit : www.instagram.com/cyranodesign

อยู่ในถ้ำเกิน 10 วัน ร่างกายส่งสัญญาณอะไรบ้าง?

  • ตา 

การอยู่ในที่มืดเป็นเวลานานจนสายตาคุ้นชินกับความมืด ม่านตาก็ขยายใหญ่ขึ้นเพื่อชดเชยการรับแสง หากออกมาจากถ้ำแล้วเจอแสงสว่างแบบกะทันหันก็มีโอกาสเสี่ยงที่ทำให้จอประสาทตาเสื่อมได้ อาจจะต้องค่อยๆ ปรับให้สายตาคุ้นกับแสงสว่างทีละน้อย หรือไม่ก็สวมแว่นตาชนิดกรองแสงในช่วงแรกไปก่อน

  • ปอด

อากาศภายในถ้ำไม่ได้ไหลเวียนเข้า-ออกดีเท่ากับด้านนอก ทำให้ปริมาณออกซิเจนมีจำกัด และเมื่อหายใจเอาก๊าซคา์บอนไดออกไซด์ออกมา ก็ไม่สามารถถ่ายเทไปยังจุดอื่นได้ ทำให้ผู้ที่อยู่ในถ้ำเป็นเวลานานขาดอากาศหายใจ รวมทั้งยังมีโอกาสเสี่ยงหายใจเอาเชื้อโรคต่างๆ ที่แขวนลอยอยู่ในอากาศเข้าสู่ปอดได้อีกด้วย

credit : www.bbc.com/thai
  • ระบบย่อยอาหาร

การไม่ได้รับประทานอาหารหลายๆ วันอาจไม่ส่งผลอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต เพราะร่างกายจะดึงเอาพลังงานจากส่วนอื่นๆ ที่ร่างกายกักเก็บไว้ออกมาใช้ เพียงแต่ทำให้ระบบย่อยอาหารและกระบวนการดูดซึมสารอาหารทำงานผิดปกติไปจากเดิม ช่วงแรกจึงแนะนำให้ทานอาหารที่ย่อยง่ายและทานในปริมาณที่น้อยก่อน เพื่อให้ระบบย่อยอาหารได้ทำการปรับสภาพจนเข้าสู่ภาวะปกติ

  • ผิวหนัง

การอยู่ในถ้ำโดยไม่โดนแสงแดดเลยก็จะทำให้ผิวซีดเหลือง แต่ก็ยังไม่น่าห่วงเท่าความชื้นภายในถ้ำ ที่อาจทำให้ผิวหนังเปื่อยจนกลายเป็นแผลอักเสบ ซึ่งนั่นก็คือประตูที่เปิดให้เชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่ร่างกายได้แบบง่ายดายเลยล่ะค่ะ

อยู่ในถ้ำนานๆ เสี่ยงเกิดโรคอะไรบ้าง?

credit : www.davidwolfe.com

1.โรคไข้สมองอักเสบ (Encephalitis)

ไข้สมองอักเสบเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเจอีที่สมอง โดยมีพาหะสำคัญคือ ยุงรำคาญ ชนิด Culex tritaeniorrhynchus ซึ่งเป็นอีกโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในช่วงฤดูฝน ยิ่งอยู่ในถ้ำที่มีแหล่งน้ำและไม่มีแสงสว่างเป็นเวลานานๆ โอกาสเสี่ยงก็มีมากขึ้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะแสดงอาการหลังได้รับเชื้อ 5-10 วัน ซึ่งระยะแรกจะมีไข้สูง อาเจียน อ่อนเพลีย และปวดศีรษะมาก แพทย์จะเริ่มทำการวินิจฉัยด้วยการเจาะเลือดและน้ำไขสันหลังไปตรวจหาเชื้อไวรัสเจอี

แต่หากผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อมีภูมิต้านทานต่ำอยู่ก่อนแล้ว ก็อาจแสดงอาการที่รุนแรงและมีภาวะผิดปกติที่สมอง เช่น ไม่มีสติ คอแข็ง เซื่องซึม มีอาการเพ้อคลั่ง มือสั่น ไปถึงขั้นชักเกร็งจนเป็นอัมพาต บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยนะคะ แต่ถ้ารักษาตามอาการและทำให้ไข้สูงค่อยๆ ลดลงได้ก็จะทำให้อาการทางสมองดีขึ้นเช่นกัน

2.โรคฉี่หนู (Leptospirosis)  และโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) 

เผื่อใครเข้าใจผิดว่าโรคฉี่หนูต้องเกิดจากหนูเพียงเท่านั้น จริงๆแล้วโรคฉี่หนูเกิดจากเชื้อแบคทีเรียกลุ่มเลปโตสไปรา ระบาดหนักในช่วงฤดูฝน มีสัตว์เป็นพาหะหลายชนิด เช่น หนู สุนัข วัว และควาย ในถ้ำสัตว์พาหะอาจจะเป็นค้างคาว ซึ่งเราสามารถติดเชื้อจากการถูกกัดโดยตรง ไม่ก็สัมผัสเชื้อที่ปนอยู่ในน้ำและดิน ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกาย เบื่ออาหาร และอาจรุนแรงถึงขั้นตับวาย

ส่วนโรคพิษสุนัขบ้าก็เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นพาหะเช่นเดียวกับโรคฉี่หนู เกิดจากเชื้อไวรัสที่ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ผู้ที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัว จนกระทั่งมีไข้ขึ้นสูง ปวดหัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อคล้ายๆ อาการของโรคฉี่หนู แต่หากไม่ได้รับวัคซีนอย่างทันท่วงทีก็มีโอกาสเสียชีวิตได้เลยนะคะ

3.ฮีสโตพลาสโมสิส (Histoplasmosis)

ฮีสโตพลาสโมสิสเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อราฮีสโตพลาสมา เป็นเชื้อรารูปเส้นใยที่อยู่ในดิน แต่ถ้าเติบโตในร่างกายมนุษย์ก็จะอยู่ในรูปยีสต์ แน่นอนว่าการติดอยู่ในถ้ำหรือสถานที่อับชื้นเป็นเวลานานๆ ร่างกายก็จะสูดหายใจเอาสปอร์ของเชื้อราชนิดนี้จากสภาพอากาศที่แวดล้อมอยู่เข้าไปโดยไม่รู้ตัว แต่ส่งผลต่ออวัยวะภายในร่างกายอย่างคาดไม่ถึง

ในระยะแรกที่ได้รับเชื้อราเข้าสู่ร่างกาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ยกเว้นผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ หรือผู้ป่วยโรคปอด ที่จะแสดงอาการชัดเจน อาทิ ปอดอักเสบ ทำให้ไอเรื้อรัง หายใจหอบ เจ็บหน้าอก ไปจนถึงขั้นไอออกมาเป็นเลือด นอกจากนี้อาจมีแผลเรื้อรังจากการติดเชื้อตามช่องปาก ใบหน้า แก้ม จมูก และลำคอ ถ้าเพื่อนๆ ไปเที่ยวถ้ำ หรืออยู่ในที่อับชื้นเป็นเวลานานๆ ก็ควรตรวจหาเชื้อชนิดนี้อย่างเร่งด่วนนะคะ

4.โรคไฮโปเธอร์เมีย (Hypothermia)

การอยู่ท่ามกลางอากาศเย็นและแช่ตัวอยู่ในน้ำอุณหภูมิที่ค่อนข้างต่ำราว 15-18 องศาเซลเซียส ภายในถ้ำเป็นเวลานานเสี่ยงให้เกิดอาการไฮโปเธอร์เมีย หรืออาการของคนที่อุณหภูมิภายในร่างกายต่ำเกินไป ซึ่งมนุษย์เราเป็นสัตว์เลือดอุ่น เมื่อเจอความเย็นอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้ร่างกายเกิดอาการตัวสั่น มือชา ปากชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง พูดไม่ถนัด และมองเห็นไม่ชัด

สำหรับบางคนที่ภูมิต้านทานต่ำและมีไข้อยู่ด้วยแล้ว ก็อาจจะมีอาการที่รุนแรงขึ้นไปอีก ถึงขั้นควบคุมตัวเองไม่ได้ เกิดอาการเพ้อคลั่ง ถ้าอุณหภูมิในร่างกายลดลง 4-5 องศาเซลเซียส ในเวลาอันรวดเร็วจะทำให้หมดสติและเสียชีวิตได้เช่นกันค่ะ

5.โรคน้ำกัดเท้า(Athlete’s Foot)

น่าจะคุ้นหูกันดีสำหรับโรคน้ำกัดเท้า จริงๆ แล้วก็เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการที่เท้าแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน เช่น คนที่อยู่ในบริเวณน้ำท่วมขัง หรือเจ้าหน้าที่ที่ต้องทำงานโดยการเดินลุยน้ำตลอดทั้งวัน ยิ่งสวมรองเท้าตลอดก็ยิ่งทำให้เกิดความอับชื้นได้ง่าย ต่อให้เป็นการแช่เท้าอยู่ในน้ำสะอาดก็ส่งผลให้เท้าซีดขาว เหี่ยวย่น และเปื่อยได้อยู่ดี

ความรุนแรงของโรคน้ำกัดเท้าอยู่ที่เชื้อโรคแทรกซ้อนที่มากับน้ำนี่ล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อรา อย่างพวกกลาก เกลื้อน หรือเชื้อยีสต์ที่ทำให้ผิวหนังเกิดผื่นแดง จนถึงขั้นอักเสบ แม้ว่าโรคน้ำกัดเท้าจะไม่ได้มีความรุนแรง แต่ก็ทำให้เซลล์ผิวหนังเกิดความผิดปกติได้ สำหรับคนที่จำเป็นต้องเดินย่ำน้ำบ่อยๆ หรือแช่เท้าในที่น้ำขังเป็นเวลานานๆ ควรทำความสะอาดด้วยสบู่ทุกครั้ง แล้วเช็ดเท้าให้แห้ง จากนั้นก็โรยด้วยแป้งฝุ่นเพื่อป้องกันความชื้น

6.โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever)

เชื่อว่าหลายคนได้ยินคำว่า ไข้เลือดออก ก็คงเกิดอาการผวาขึ้นมาทันที เพราะอย่างที่ทราบว่าไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสที่แพร่สู่ร่างกายมนุษย์จากการโดนยุงลายเพศเมียกัด อาการทั่วไปก็รุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดาอยู่หลายระดับ ที่สำคัญยังเป็นโรคที่ทาง WHO ประกาศให้เป็นโรคติดต่อที่ควรเฝ้าระวังเลยทีเดียว

การอยู่ในที่อับและไม่มีแสงแดดเล็ดลอด แน่นอนว่าต้องมียุงและแมลงมากมายวางตัวเป็นเจ้าถิ่น ยิ่งเป็นในถ้ำมืดๆ มีแอ่งน้ำขังให้ยุงฟักตัวมากมาย การตรวจหาเชื้อไข้เลือดออกจึงเป็นสิ่งแรกๆ ที่ทีมแพทย์ต้องให้ความสำคัญ ในระยะแรกผู้ป่วยอาจมีอาการคล้ายคนเป็นหวัดทั่วไป แต่เมื่อไหร่ที่โรคไข้เลือดออกอัพเลเวลขึ้น ก็อาจส่งผลให้ร่างกายมีภาวะเลือดออกตามเนื้อเยื่อและอวัยวะภายใน เสี่ยงต่อภาวะช็อก ซึ่งอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว

credit : dribbble.com

7.โรคจากการลดความกดอากาศ (Decompression Sickness)

นอกจากเด็กๆ ที่ติดอยู่ในถ้ำเกิน 10 วันจะเสี่ยงต่อโรคต่างๆ แล้ว ทางด้านทีมช่วยเหลือที่ต้องดำน้ำเข้าไป ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคจากการลดความกดอากาศ (Decompression Sickness) การเมาความกดอากาศ หรือที่เรียกว่า น้ำหนีบ น้ำบีบ น้ำหีบ น็อกน้ำ เป็นโรคที่เกิดจากภาวะร่างกายได้รับไนโตรเจน (มีส่วนผสมของก๊าซเฉื่อย 80% ผสมกับออกซิเจน 20% ที่บรรจุในถังดำน้ำ) จากการดำน้ำเป็นเวลานาน

เมื่อร่างกายมีการสะสมไนโตรเจนมากเกินไป ก็จะทำให้เกิดฟองก๊าซกระจายและอุดตันในเส้นเลือดของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย อาจทำให้รู้สึกปวดเมื่อยตามข้อ และกล้ามเนื้อ เนื่องจากการขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างกะทันหัน หากมีอาการรุนแรงก็จะทำให้เกิดฟองน้ำอุดตันหลอดเลือดสมองและไขสันหลัง ซึ่งส่งผลต่อชีวิตและอาจร้ายแรงถึงขั้นอัมพฤกษ์อัมพาตได้เลยนะคะ

เยียวยาอาการทางใจ

สำหรับน้องๆ หมูป่าทั้ง 13 คนที่ติดอยู่ในถ้ำ ไม่เพียงมีผลกระทบต่อสภาพร่างกายและอาการเจ็บป่วยเท่านั้นนะคะ เพราะเรื่องของสภาพจิตใจก็เป็นสิ่งที่แพทย์ต้องให้ความสำคัญ เพราะฉะนั้นทีมแพทย์ควรเร่งฟื้นฟูสภาพร่างกายให้เป็นปกติในช่วง 3-5 วันแรก จากนั้นก็หาแนวทางบำบัดสภาพจิตใจให้ดีขึ้น

ด้านกรมสุขภาพจิต ให้คำแนะนำกับสื่อวลชน รวมถึงเพื่อนๆ ในโลกโซเชียลมีเดียให้คำนึงถึงความรู้สึกและสภาพจิตใจของผู้ประสบภัยเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นหรือสร้างประเด็นร้อนๆ ขึ้นมา เพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติม หรือบั่นทอนกำลังใจของผู้ประสบภัยและคนในครอบครัว

credit : www.ais.co.th

1.ไม่ควรซักถามในเชิงลบ ที่เป็นการตอกย้ำบาดแผลทางจิตใจเช่น อยู่ข้างในมืดไหม คิดถึงบ้านไหม กลัวบ้างไหม แต่ถ้าสื่อมวลชนอยากสัมภาษณ์ ก็ควรเลือกถามในลักษณะที่เป็นเชิงบวก เช่น การอยู่รวมกลุ่ม ความสามัคคี และความมีน้ำใจของเพื่อนๆ เพื่อเป็นการย้ำความรู้สึกดีๆ ภายในใจของน้องๆ

2.ไม่แยกเด็กๆ ออกจากครอบครัวและกลุ่มเพื่อน เพื่อเดินสายให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์หรือทำสกู๊ปข่าว เพราะในช่วงเวลานี้ น้องๆ ควรได้อยู่ใกล้ชิดและรับกำลังใจจากคนในครอบครัวมากที่สุด

3.ไม่ควรทำให้เด็กๆ เสียความมั่นใจที่จะกลับมาเข้มแข็งด้วยตัวเอง เช่น การให้สิทธิพิเศษต่างๆ หรือสนับสนุนทางการเงินเป็นรายบุคคล แต่ควรสนับสนุนให้เด็กๆ กลับมาเข้มแข็งได้ด้วยตัวเองในระยะยาว เช่น สนับสนุนทีมฟุตบอล ช่วยพัฒนาโรงเรียน หรือชุมชนที่อยู่อาศัยของเด็กๆ เหล่านั้น

4.หลีกเลี่ยงการนำเสนอข่าว หรือรายงานข่าวที่กระทบต่อความรู้สึก อย่างการนำเสนอข่าวความสูญเสียของบุคลากร หรือจำนวนเงินที่ใช้ในการค้นหาผู้ประสบภัย เพราะเชื่อว่าไม่มีใครอยากสร้างปัญหานี้ให้เกิดขึ้น แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ขอให้เรียนรู้จากความผิดพลาดเพื่อนำไปพัฒนาในอนาคตจะดีกว่า

สำหรับเพื่อนๆ ที่ห่วงอาการของเด็กๆ ทีมหมูป่าก็คงคลายความกังวลลงได้พอสมควร เพราะตอนนี้อยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด เชื่อว่าอีกไม่นานสภาพร่างกายและจิตใจของทุกคนจะต้องกลับมาเป็นปกติอย่างแน่นอน ส่วนใครที่มีไลฟ์สไตล์ชอบเที่ยวลุยๆ เข้าถ้ำ เข้าป่าบ่อยๆ ก็ต้องระวังและหาทางป้องกันโรคต่างๆ ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ด้วยนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก สส. , BBC และ CDC

บทความทั้งหมด

ยาคุมกำเนิด-ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน
ประกันสุขภาพโรคร้ายแรง

เรื่องดี ๆ ของยาคุมกำเนิดที่คุณควรรู้ และผลข้างเคียงที่ต้องระมัดระวัง

การคุมกำเนิดเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนครอบครัว ในปัจจุบันมีหลายวิธี เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดมากขึ้น วิธีพื้นฐานอย่างการกินยาคุมกำเนิด ก็ยังคงเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย ค่าใช้จ่ายไม่สูง แต่ก็ยังมีหลาย ๆ คน ที่ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยาคุมกำเนิดมากพอ รวมไปถึงยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ที่ต้องใช้ให้ถูกวิธี และต้องเตรียมรับมือกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น หากตัวคุณเองหรือคู่ของคุณ เป็นอีกคนที่ใช้ยาคุมกำเนิด แน่ใจแล้วหรือยังว่าใช้ยาคุมกำเนิดได้อย่างถูกวิธี วันนี้ Rabbit Care จะพาคุณมารู้ไปพร้อม

ปวดหลัง
ประกันสุขภาพ IPD-OPD

ปวดหลังตรงไหน เสี่ยงเป็นโรคอันตรายอะไรได้บ้าง?

เมื่อเกิดอาการปวดหลังขึ้นมา อย่างคิดว่าเป็นเรื่องปกติเพียงแค่กินยา แล้วพักผ่อนก็หาย แต่อาจะเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงก็ได้ ซึ่งอาการปวดหลังมีหลากหลายโรค ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจจะไม่ดีอย่างแน่นอน ฉะนั้นแล้วเมื่อเกิดอาการปวดหลังควรหมั่นสังเกตว่าเป็นที่จุดใด บริเวณใด แล้วรีบไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ได้ทำการวินิจฉัยต่ออย่างถูกต้อง แต่วันนี้ Rabbit Care มีข้อมูลเบี้องต้นของอาการปวดหลัง ว่ามาจากสาเหตุอะไรได้บ้าง  อาการปวดหลังส่อแววเป็นโรคอะไรได้บ้าง  1.ปวดหลังช่วงต้นคอ หรือท้ายทอย  มักเกิดจากการนั่งทำงานกับโต๊ะทำงาน หรือเก้าอี้ที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน ๆ

ประกันบำนาญ
ประกันชีวิตสำหรับวางแผนเกษียณ

กองทุน RMF กับ SSF ออมเพื่อเกษียณอายุได้จริงหรือ?

จากการทำงานหนักมาตลอดทั้งชีวิต คุณเคยวางแผนการใช้ชีวิตในช่วงเกษียณอายุกันบ้างหรือไม่? ว่าหลังจากช่วงเกษียณอายุแล้วจะทำอะไรต่อ และต้องมีเงินเก็บออมไว้ใช้เท่าไหร่ถึงจะพอ เพราะช่วงที่เกษียณอายุไปแล้วเชื่อว่า รายได้ของหลาย ๆ คนย่อมหยุดลงไป ถ้าเราไม่เริ่มเก็บออมตั้งแต่ตอนนี้ แล้วหวังแค่เพียงจะพึ่งพิงแต่เงินของรัฐบาลที่มอบให้ในแต่ละเดือน เชื่อว่าคงไม่พอกับค่าใช้จ่าย ฉะนั้นแล้วเรามาวางแผนการเงินเพื่อให้มีไว้ใช้ในยามเกษียณอายุกันดีกว่า ซึ่ง Rabbit Care มีเคล็ดลับการออมเงินในแบบฉบับง่าย ๆ กับกองทุน RMF และกองทุน

icon image icon image
Back to top