7 สัญญาณเตือนที่แสดงว่าคุณต้อง “หยุดพักงาน”

เทคโนโลยีทำให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก และรวดเร็ว และด้วยเหตุผลนี้นี่เอง จึงทำให้เทคโนโลยีถูกนำมาใช้ในการติดต่อประสานงาน ซึ่งแน่นอนว่าเราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ตลอดเวลา

เช่น ในวันหยุดที่พักผ่อนอยู่บ้านเราก็อาจจะต้องทำงาน เพราะเจ้านายโทรมาสั่งงานและต้องการงานในวันนั้น เวลาส่วนตัวของเราจึงแทบจะกลายเป็นเวลางานไปด้วย

ฉะนั้น การทำงานของเราจึงไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน เกิดเป็นการทำงานแบบ Multi task มากขึ้น โดยเฉพาะบางตำแหน่งงาน เช่น งานบริการลูกค้า ยิ่งต้องมีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าให้มากที่สุด ไม่ว่าลูกค้าจะติดต่อมาเวลาไหน ก็แทบปฏิเสธลูกค้าไม่ได้เลย เพราะเป็นหน้าที่ของเรา

แต่ถ้าจะให้ปฏิเสธการรับงานนอกเวลาไปเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะบางครั้งก็เป็นเรื่องของความจำเป็น และเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลต่อผลงานโดยตรง คนทำงานในปัจจุบันจึงเกิดความเครียดจากการทำงานได้ง่ายมาก ส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ จากการทำงานที่หนักเกินไป และที่สำคัญยังส่งผลต่อความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวในทางลบอีกด้วย

7 อาการต่อไปนี้ เป็นสัญญาณเตือนที่แสดงว่าร่างกายของคุณเหนื่อยล้า และอยู่ในภาวะเครียดจากการทำงานที่หนักเกินไป ซึ่งคุณอาจถึงขั้นต้อง “หยุดพักงาน” ที่ทำอยู่ไปก่อนเลยก็เป็นได้ เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความสุข

7 สัญญาณเตือนที่แสดงว่าคุณต้อง “หยุดพักงาน”

หยุดพักงาน

  • สมาธิจดจ่อในการทำงานเริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

จากที่เคยนั่งทำงานจดจ่อได้เป็นชั่วโมง จะเริ่มไม่มีสมาธิในการทำงาน หรือมีแบบสั้นๆ กลายเป็นพวกสมาธิสั้น ทำอะไรก็จะสั้นๆ ยังไม่ทันเสร็จก็เปลี่ยนไปทำงานอย่างอื่น เมื่อทำสักพักก็หยุดคิดและวนกลับมาเรื่องเดิมอีก กลายเป็นคนที่ไม่มีพลังจดจ่อในสิ่งที่กำลังทำอยู่ จนสุดท้ายคุณภาพของงานก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ

  • ทำงานผิดพลาดมากขึ้น

จากเดิมเคยทำงานได้ดีตามเป้า ตามแผนงานทุกอย่าง ผิดพลาดน้อยมากหรือไม่ผิดพลาดเลย แต่ด้วยความเหนื่อยล้าที่เกิดจากการทำงานมากเกินไป รับผิดชอบมากเกินไป ปริมาณงานมากเกินไป ฯลฯ ก็ทำให้เริ่มทำงานผิดพลาดมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นปริมาณงาน คุณภาพ และเวลาที่ต้องใช้ในการทำงานให้สำเร็จ ส่งผลกระทบให้เรารู้สึกผิด และเครียดมากขึ้นไปอีก

  • เริ่มไม่แคร์ว่างานจะออกมาอย่างไร

เมื่อเริ่มเครียดและเหนื่อยมากก็จะเริ่มไม่อยากทำงาน และเริ่มที่จะไม่ใส่ใจผลงานที่ออกมา จากเดิมอาจจะเป็นคนที่ดู perfect มาก จะทำอะไรก็ต้องสมบูรณ์แบบ แต่กลับกลายเป็นว่าทำงานพอให้เสร็จๆ ไป ไม่ต้องไปใส่ใจอะไรมาก เพราะเหนื่อยแล้ว บางคนถึงกับทิ้งงานไปเลยก็มี

  • อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ

คนที่เหนื่อยมากๆ จากการทำงานจะมีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ควบคุมอารมณ์ตนเองได้ยากขึ้น หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่ายขึ้นโดยไม่รู้ตัว และยังทำให้คนรอบข้างรู้สึกไม่ดีตามไปด้วย

หยุดพักงาน

  • ทำตัวแปลกแยกจากสังคม

เริ่มไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใครอีกต่อไป เบื่อที่จะต้องพบปะผู้คนเยอะๆ เบื่อที่จะต้องพูดคุยกับคนอื่น เมื่องานเยอะและทำงานพลาดมากขึ้นก็จะเริ่มรู้สึกผิด จึงทำให้ไม่ค่อยอยากเจอใคร เพราะกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าเราไม่ดี ไม่เก่ง บางคนถึงกับเบื่อชีวิตเลยก็มี งานที่เคยชอบเคยรัก ก็เริ่มรู้สึกไม่ค่อยดี ไม่อยากทำอีกต่อไป หนักๆ เข้าสุขภาพจิตก็จะเริ่มเสื่อมลง หรือบางคนอาจกลายเป็น โรคซึมเศร้า ขึ้นมาก็ได้

  • ไม่ค่อยอยากลุกจากเตียงในตอนเช้า

คนที่เหนื่อยล้ามากๆ ร่างกายจะต้องการพักผ่อนมากขึ้น จึงทำให้ไม่ค่อยอยากตื่นนอนในตอนเช้า ทั้งๆ ที่เคยเป็นคนที่ชอบตื่นเช้าและไม่ค่อยมีปัญหาในการตื่นเช้า แต่ช่วงหลังๆ เริ่มมีอาการเตียงดูด เริ่มไม่อยากลุกไปทำงาน ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น อยากที่จะนอนต่อไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่คนที่ขี้เกียจโดยนิสัย

  • เริ่มมีปัญหาสุขภาพ

บางคนเริ่มมีปัญหา กรดไหลย้อน กินไม่ได้นอนไม่หลับ หรือเป็นโรคกระเพาะ ความดัน โรคหัวใจ หรืออื่นๆ อีกมากมาย

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เราอยากให้คุณนำไปลองพิจารณาดู ถ้าเริ่มมีอาการดังกล่าว แสดงว่าคุณอาจจะทำงานหนักเกินไปแล้ว ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป นอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว ยังทำให้ไม่สามารถพัฒนาทักษะในการทำงานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะส่งผลในทางลบต่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของคุณตามไปด้วย

ในเบื้องต้นอาจต้องมีการพูดคุยกับทางบริษัทตามเหตุและผลที่เหมาะสม เพื่อให้คุณมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น ซึ่งอาจต้องจ้างคนทำงานเพิ่มเพื่อมาช่วยแบ่งเบาภาระในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือการหาเครื่องมือทุ่นแรงที่ทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้นเพิ่มเข้ามา

แต่ถ้าคุณรู้สึกไม่มีความสุขกับงานที่ทำและไม่อยากทำงานแบบนี้ต่อไป คุณก็อาจจะต้อง “หยุดพักงาน” ในตำแหน่งนี้ และลองกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า คุณอยากทำงานอะไรกันแน่ ?

                                                                             ขอบคุณข้อมูล : www..jobbkk.com

บทความทั้งหมด

สมัครบัตรกดเงินสดไม่มีสลิปเงินเดือน
บัตรกดเงินสด

สมัครบัตรกดเงินสด แบบไม่มีสลิปเงินเดือน จะทำได้ไหม?

เชื่อว่าหลายคนคงเคยประสบปัญหาการเงินติดขัด หมุนเงินไม่ทัน และสารพัดปัญหาที่ส่งผลต่อสภาพคล่องทางการเงิน หากมีตัวช่วยที่สามารถเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ช่วยให้ซื้อง่ายจ่ายสะดวกขึ้น ก็คงจะดีไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะ? บัตรกดเงินสด เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำหรับคนที่ต้องการเงินสดในเวลาเร่งด่วน บัตรที่ใช้สำหรับผ่อนสินค้า หรือเงินสดพร้อมใช้ในกรณีฉุกเฉิน ถือว่าเป็นตัวช่วยคลายปัญหาทางการเงินของคนในยุคนี้ลงได้ หากคุณเป็นอีกคนที่กำลังสนใจที่จะสมัครบัตรกดเงินสด แต่ด้วยลักษณะของอาชีพที่แตกต่างจึงทำให้ไม่มีสลิปเงินเดือนไปใช้เป็นหลักฐานในการยื่นเพื่อสมัคร แล้วอย่างนี้จะสมัครได้ไหม? Rabbit Care มีคำตอบให้คุณแล้ว สมัครบัตรกดเงินสดแบบไม่มีสลิปเงินเดือน จะทำได้ไหม ทำยังไงดี?

เซิร์ฟสเก็ต
บัตรเครดิต

“เซิร์ฟสเก็ต” ต่างจาก “สเก็ตบอร์ด” อย่างไรกันนะ?

หนึ่งในกีฬาที่ใครๆ ต่างก็ให้ความสนใจในช่วงนี้ ก็คงหนีไม่พ้น เซิร์ฟสเก็ต (Surf Skate) นี่เอง ว่าแต่เจ้ากีฬาชนิดนี่ แตกต่างกับ สเก็ตบอร์ด (Skateboard) ยังไงกันนะ ? เล่นเหมือนกันไหม ? ราคาแพงมาก ต้องใช้บัตรเครดิตช่วยรึเปล่า ?  ไปหาหาคำตอบกับเราดีกว่า  

กู้เงินซื้อที่ดิน
สินเชื่อบ้าน

เตรียมตัวกู้ซื้อที่ดิน เพื่อบ้านหลังแรก เลือกยังไงดี?

ช่วงเวลาปลายปี ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ปีใหม่ ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีในการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนที่ดีขึ้น เริ่มวางแผนชีวิตให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เริ่มมีการเตรียมตัวซื้อรถยนต์ ซื้อบ้าน เพื่อวางรากฐาน สร้างความมั่นคงให้ชีวิต สำหรับคนที่ก้าวเข้าสู่วัยทำงาน มีเงินเก็บจำนวนหนึ่งแล้ว และกำลังมีแพลนที่จะกู้ซื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้าน หรือกู้สินเชื่อบ้านเพื่อซื้อบ้าน ก็ต้องมีการเตรียมตัวเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ให้ถูกวิธี เตรียมตัวกู้ซื้อที่ดิน เพื่อซื้อบ้านหลังแรก ก่อนอื่นเลย

icon image icon image
Back to top