มาทำความเข้าในเรื่อง VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่มกัน

แล้วคุณเคยสงสัยมั้ยคะ ว่าเวลาที่เราไปทานข้าวที่ร้านอาหาร หรือไปซื้อของตามร้านค้าต่างๆ ทำไมเราถึงต้องจ่ายค่า VAT กันด้วย แล้วทำไมต้องเก็บถึง 7% เก็บแล้วมันเอาไปใช้อะไรต่อ จ่าย VAT แล้วเราต้อง เสียภาษี อีกมั้ย?

วันนี้ Rabbit Care จะพาคุณไปไขข้อข้องใจและทำความรู้จักเรื่องราวของ VAT หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่มกันให้มากขึ้นค่ะภาษีมููลค่าเพิ่ม1

เรามารู้จัก VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่มกัน

ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ VAT (Value Added Tax) เป็น ภาษีทางอ้อม ที่รัฐบาลเรียกเก็บจากผู้บริโภค เมื่อซื้อสินค้าหรือรับบริการจากร้านค้าต่างๆ

โดยจะเรียกเก็บจากมูลค่าส่วนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นตอนการผลิต ซึ่งในแต่ละเดือนจะเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบกิจการที่จะต้องนำภาษีมูลค่าเพิ่มไปชำระให้กับกรมสรรพากรต่อไป

ทำไมเราจึงต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม?

ภาษีมูลค่าเพิ่ม ถือเป็นภาษีทางอ้อม ที่ธุรกิจหรือผู้ประกอบการ สามารถผลักภาระไปให้ผู้บริโภคได้ ซึ่งผู้บริโภคอย่างเราๆก็จำใจจะต้อง จ่ายภาษีตัวนี้แบบเต็มจำนวน และไม่สามารถไปเรียกเก็บต่อจากที่อื่นได้ด้วย (เหมือนว่าเราจ่าย VAT เพื่อให้ผู้ประกอบการจ่ายภาษีได้น้อยลงนั่นแหละค่ะ)

ภาษีมููลค่าเพิ่ม2

ทำไมเราจึงต้องจ่าย VAT 7%

จริงๆแล้ว ประเทศไทยของเราเนี่ย ได้กำหนดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ถึง 10% ตั้งแต่เริ่มมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อปี พ.ศ. 2535 แต่เนื่องจากรัฐบาลกลัวว่าจะมีผลกระทบต่อประชาชนมากเกินไป จึงมี พระราชกฤษฎีกาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้จัดเก็บจริงที่ 6.3% (ซึ่งเมื่อรวมกับภาษีท้องถิ่น 0.7% จึงทำให้อัตรารวม VAT ที่เราต้องจ่าย คือ 7%)

ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 ที่เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจขึ้นในประเทศไทย กระทรวงการคลังได้มีการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ขึ้นเป็น 10% เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2540 จนกระทั่งต้นปี พ.ศ. 2542 จึงมีประกาศปรับลดอัตราภาษีชั่วคราวเป็น 6.3% และยังคงต่ออายุการคงภาษีชั่วคราวมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน (ข้อมูลเพิ่มเติม www.gmlive.com)

https://www.youtube.com/watch?v=Qf2tMZ8ZG_s

ตุลาคม ปี 61 เราอาจจะต้องจ่าย VAT ถึง 9% จริงหรือ?

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา เว็บไซต์พระราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 646 )พ.ศ.2560

ระบุว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า สมควรปรับปรุงการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม

โดยการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560- 30 กันยายน พ.ศ. 2561 ให้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 6.3 สำหรับการขายสินค้าและบริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี และ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป ให้เพิ่มอัตราจัดเก็บภาษีมูลค่า เพิ่มเป็น 9%

แปลว่าเราจะต้องจ่าย VAT 9% กันจริงๆหรอ??

ถึงแม้จะยังไม่มีประกาศทางการออกมา แต่ก็วางใจได้ค่ะ เพราะ พระราชกฤษฎีกาที่ออกมา เป็นเรื่องของเทคนิคทางกฏหมายเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติทุกๆปีจะมีการออกกฏหมายเพื่อให้ คง VAT อยู่ที่ 7% เหมือนเดิมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น รอบนี้ก็น่าจะสบายใจได้เหมือนเดิมค่ะ

บริษัทและธุรกิจ มีความจำเป็นต้องจด VAT หรือไม่

เราขอย้อนกลับไปเรื่องของ ภาษีมูลค่าเพิ่มกับการทำธุรกิจกันนิดนึงนะคะ โดยถ้าใครเป็นผู้ประกอบการน่าจะเคยมีความสงสัยว่า เราจำเป็นจะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ แล้วจดหรือไม่จดจะคุ้มกว่ากันนะ

การจด VAT ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น จริงหรือ?

โดยปกติแล้ว ธุรกิจที่ทำไม่ได้เข้าข่าย กิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามกฎหมายหรือธุรกิจที่มีรายรับจากการขายสินค้าและบริการตั้งแต่ 1.8 ล้านบาทขึ้นไป จำเป็นจะต้องทำการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่แล้ว

แต่ผู้ประกอบการหลายคน พยายามจะหา วิธีหลีกเลี่ยงการจด VAT เนื่องจากคิดว่ามันจะทำให้ต้นทุนเราสูงขึ้นเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายตรงนี้เพิ่มขึ้นมา ซึ่งขอบอกเลยนะคะว่า คุณคิดผิดถนัดเลย

สมมุติว่า

บริษัท กระต่ายสีส้ม จำกัด ซื้อวัสดุอุปกรณ์มาในราคา 107 บาท (ราคาสินค้า 100 บาท+ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 บาท) ต่อไปได้นำวัสดุนั้น ไปผลิตสินค้าออกขายราคา 200 บาท และจะต้องเก็บ VAT เพิ่มอีก 14 บาท ทำให้สินค้านั้นมี ราคาสุทธิอยู่ที่ 214 บาท

ในแต่ละเดือน บริษัทกระต่ายสีส้ม จะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับกรมสรรพากร โดยจะส่งให้เฉพาะผลต่างระหว่าง ภาษีซื้อ (ภาษีที่จ่ายไปตอนแรก) กับ ภาษีขาย (ภาษีที่เก็บจากผู้บริโภคมา) ทำให้บริษัทกระต่ายสีส้มจะต้องส่งภาษีให้กับกรมสรรพากรในจำนวน 14-7=7 บาท นั่นเองค่ะ

และหากในเดือนนี้ บริษัท กระต่ายสีส้ม มีภาษีซื้อ 7,000 บาท และมีภาษีขาย 21,000 บาท บริษัทนี้ ก็จะต้องนำภาษีส่งกรมสรรพากรในจำนวน 21,000-7,000 = 14,000 บาท

แต่ถ้าเดือนหน้า มีภาษีซื้ออยู่ที่ 7,000 บาท แต่มีภาษีขายอยู่แค่ 700 บาท เดือนนั้น บริษัท กระต่ายสีส้มจะไม่ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม และยังสามารถขอภาษีคืนได้อีกด้วย คือ 7,000-700= 6,300 บาท

ซึ่งหากบริษัท กระต่ายสีส้ม ไม่เข้า ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (ไม่ได้จด VAT) จะไม่สามารถขอภาษีซื้อคืนได้ทำให้ในระยะยาว การจดทะเบียน VAT จะเป็นผลดีต่อกิจการของคุณมากกว่านั่นเองค่ะ

หวังว่าคุณผู้อ่าน คงจะได้เข้าใจเรื่องราวของภาษีมูลค่าเพิ่มกันมากขึ้นนะคะ และถ้ามีข้อสงสัยใดๆเพิ่มเติม สามารถติดต่อมาทาง Rabbit Care ได้เลยนะคะ เราพร้อมจะตอบทุกข้อสงสัยของคุณแน่นอนค่ะ

บทความทั้งหมด

ประกันสุขภาพเด็ก
ประกันสุขภาพ

เด็กเล็กอายุไม่ถึง 5 ปี มีโรคอะไรบ้างที่ต้องระวัง ?

สุขภาพ อาการเจ็บป่วย ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะช่วงวัยอายุไม่ถึง 5 ปี นั้น อาจจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายยังไม่แข็งแรงเทียบเท่ากับผู้ใหญ่ จึงไม่แปลก หากคนเป็นพ่อแม่จะต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ว่าแต่มีโรคอะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษบ้างไหมนะ ประกันสุขภาพเด็กจำเป็นมากน้อยแค่ไหน ตามเราไปดูกันดีกว่า เด็กเล็กอายุไม่ถึง 5 ปี มีโรคอะไรบ้างที่ต้องระวัง ?  

ปลดหนี้
การลงทุน

7 วิธีที่ช่วยให้คุณ ปลดหนี้ ได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

ปัญหาเรื่องหนี้สิน เป็นปัญหาที่หลายๆ คนกำลังประสบพบเจอกันอยู่ ไม่ว่าจะเกิดจากการสร้างหนี้โดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ทุกคนล้วนมองหาหนทาง ปลดหนี้ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นและสบายใจมากขึ้น แต่จะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยให้ปลดหนี้ได้เร็วขึ้น Rabbit Care นำมาบอกคุณแล้วค่ะ 7 วิธีช่วยคุณ ปลดหนี้ ได้เร็วขึ้น ถึงเวลาปลดหนี้เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กันแล้วค่ะ แต่จะว่าไป การหาเงินใช้หนี้ ใช่เรื่องง่ายเสียที่ไหน หากต้องยืมหรือกู้เงินเพื่อมาปิดบัญชีหนี้สินที่ยาวนาน จะยืมเงินจากที่ไหนให้คุ้มและใช้คืนเร็วที่สุด มาดูกัน

ทำใบขับขี่
ประกันรถยนต์

อัปเดต โรคที่ห้ามทำใบขับขี่ ทั้งแบบชั่วคราวและถาวร

สำหรับผู้ขับขี่ยานยนต์นั้น ใบขับขี่ เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันได้ว่าบุคคลนี้ได้ผ่านการสอบและอบรมเรื่องข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนนมาอย่างถูกต้อง และสามารถขับขี่ยานยนต์ได้ตามกฎหมาย หากมีการตรวจพบว่าผู้ขับขี่คนไหนที่ไม่มีใบขับขี่ หรือใบขับขี่หมดอายุแล้ว แต่ไม่ได้ต่ออายุใหม่ ผู้ขับขี่ท่านนั้นอาจได้รับบทลงโทษตามข้อกำหนดของทางกรมขนส่งฯ  ถ้าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังวางแผนจะสอบใบขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการทำใบขับขี่เป็นครั้งแรก หรือเป็นการต่ออายุใบขับขี่ อย่าลืมอัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ เกี่ยวกับการทำใบขับขี่ โดยล่าสุดในปี พ.ศ. 2564 นี้ ได้มีประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคหรืออาการเจ็บป่วยของผู้ที่ต้องการทำใบขับขี่

icon image icon image
Back to top